ธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยเจ้าของคนเดียว ลงทุนเอง กู้เงินเอง บริหารจัดการเอง กำไรหรือขาดทุนก็รับเอง แบบนี้มีอยู่มากและ เป็นธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ หากธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียวมีกำไรดี ก็มักประสบปัญหาว่าเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นไป เจ้าของมักดูแลเองไม่ไหว การขยายกิจการก็ต้องลงทุนเพิ่ม ต้องกู้หนี้เพิ่ม รับพนักงานเพิ่ม ดูแลสถานที่เพิ่ม ปวดหัวเพิ่ม หากเจ้าของป่วย ธุรกิจก็ป่วยด้วย และ ความยุ่งยากซับซ้อนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโต ก็ทำให้เจ้าของมีชีวิตที่วุ่นวายซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย
วิธีแก้ไขผมขอแนะนำให้เจ้าของธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียวตอนเริ่มต้น และธุรกิจไปได้ด้วยดีแล้ว หากต้องการขยายกิจการ ควรทำเป็นรูปแบบของบริษัทจำกัด จะดีที่สุดเนื่องจาก
1. การกระจายหุ้น โดยมีผู้ร่วมทุน ผู้ถือหุ้น เข้ามาจะทำให้เจ้าของได้เงินทุนจากนักลงทุน โดยไม่ต้องกู้เงินธนาคารเพิ่มทั้งหมด เป็นการลดการเป็นหนี้ลง และ ไม่ต้องเสี่ยงคนเดียว
2. นักลงทุน ถือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ ที่รับรู้ว่าธุรกิจอาจมีความเสี่ยง หากกำไรก็รวยด้วยกัน หากขาดทุน ก็ขาดทุนด้วยกัน แต่ไม่เกินวงเงินที่นักลงทุนแต่ละคนได้ลงไว้ เป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
3. ผู้ถือหุ้น เป็น หุ้นส่วน แต่ หากกู้เงินจากธนาคาร ถือเป็น เจ้าหนี้ ซึ่งความกดดันให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน แม้ว่าธุรกิจจะขาดทุนในบางปี หรือ ขาดสภาพคล่องทางการเงินในบางเดือน ไม่สามารถนำมาเป็นข้อยกเว้นไม่จ่ายดอกเบี้ย แต่กรณีเดียวกัน สามารถขออนุญาตผู้ถือหุ้นว่าปีที่ขาดทุนอาจยังไม่จ่ายเงินปันผลหุ้นได้ แต่เมื่อกิจการมีกำไรดี ผู้ถือหุ้นก็มักได้เงินปันผลหุ้นสูงกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดเงินปันผลแต่ละปีของกรรมการบริหารบริษัท
4. การมีผู้ถือหุ้นใหญ่เข้ามาเป็นกรรมการบริหารธุรกิจร่วมด้วย อาจทำให้ได้บุคคลระดับมันสมองมาช่วยคิด ช่วยบริหาร ทำให้ความเสี่ยงในการจัดการลดลง
5. ภาพลักษณ์ที่มีต่อบุคคลภายนอก ธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกิจการไม่ว่า ซัพพลายเออร์ หรือ ลูกค้า ก็จะดี เพราะคนมักมองว่า กิจการแบบบริษัทจำกัด นั้นมีความเป็นมืออาชีพ มีความมั่นคง และ น่าเชื่อถือมากกว่า ธุรกิจเจ้าของคนเดียว
6. การที่เจ้าของกิจการเดิม เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ มีหุ้นมากว่า 50% (ปกติมักถือมากว่า 51%) ขึ้นไป นั้น ทำให้ยังมีอำนาจในการบริหารงานเหมือนเดิมครบถ้วน ไม่ต้องกลัวว่า การกระจายหุ้นแล้วตนเองจะไม่ส่ามารถสั่งงานหรือบริหารได้เองอีกต่อไป เพียงแต่อาจมีคนมาช่วยบริหารมากกว่า ถ้าได้คนดี มีความสามารถมาช่วย ก็จะเป็นการดีต่อธุรกิจในอนาคต
7. การเลือกผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็อาจต้องพิจารณาโดยรอบคอบ หาคนที่มีแนวคิดหลักไปด้วยกันได้ จะดีที่สุด หรือ ไม่ก็ เป็นผู้ที่สนใจลงทุนอย่างเดียว ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารงาน ก็ดี
8. ผู้ถือหุ้น มักคอยเป็นประชาสัมพันธ์ คอยแนะนำให้ญาติพี่น้อง คนรู้จัก มาใช้บริการกับธุรกิจที่ตนเองมีหุ้นอยู่ ทำให้ได้ลูกค้าเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ถือหุ้นรายนั้นๆเป็นผู้กว้างขวางในสังคม
9. การให้พนักงานขององค์กร สามารถซื้อหุ้น เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมด้วย ทำให้ทำงานอย่างตั้งใจและเต็มที่กว่าเดิม
10. ข้อควรพิจารณา คือ การแปรรูปเป็นบริษัทจำกัด แล้ว การบริหารกิจการต้องมีระบบระเบียบ มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ไม่สามารถทำแบบมั่วๆ ตามใจเจ้าของ อย่างเดิมอีกต่อไป เพราะผู้ถือหุ้นจับตามองอยู่ อีกทั้ง การตัดสินใจเรื่องสำคัญ ต้องผ่านคณะกรรมการบริหาร ซึ่งควรกำหนดจำนวนให้เหมาะสมไม่มากเกินไป เพราะมากคนก็มากความ คุยกันไม่จบ มัวแต่ขัดแย้งกัน ต่างคนต่างความคิด เรื่องที่ควรจะง่าย ก็กลับกลายเป็นยากไป จึงควรหาคณะกรรมการที่มีแนวคิดพื้นฐานไปด้วยกันได้ จึงจะดี แต่ก็ไม่ควรมากเกินไป เอาพอเป็นสาระ ได้มุมมองที่แตกต่าง มีคนช่วยคิดอ่านงานสำคัญ ก็พอ
จากเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น จะทำให้ท่านที่ทำธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียว เห็นชัดขึ้นว่า กิจการแบบบริษัทจำกัด มีข้อดีกว่า ธุรกิจเจ้าของคนเดียวอยู่หลายประการ ท่านเจ้าของธุรกิจ จึงควรใช้ประกอบการพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคิดจะขยายธุรกิจ โดยไม่ต้องการเสี่ยงและเหนื่อยหลายเรื่องอยู่ตามลำพังอีกต่อไป
วศ.ทค.มงคล ตันติสุขุมาล (วิทยากร/ทนายความ/วิศวกร) 5 ปริญญา MBA,BBA,B.Eng.(EE.),LLB,BA(English). วิทยากรอบรม: การเจรจาต่อรอง,การพูดในที่ชุมชน,แผนธุรกิจ,การจัดการความขัดแย้ง,การตลาดดิจิทัล,การขาย,จิตภาษาNLP,เทคนิคการสอนงาน,AI,กฎหมาย,ฯลฯ. บริการ: ร่างสัญญา,รับรองลายเซ็น,ว่าความ,ผู้จัดการมรดก,ฯลฯ. Trainer: Negotiation,Public speaking,Business plan,Digital marketing,Train the trainer,AI,Law. [Thai-English Speaking Lawyer]: Notary Public,Trademark Reg.,etc. Tel.0817168711 Email: minbiz@gmail.com
วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
การมาก่อนเวลานัดหมายกับการทำธุรกิจ
ในการประกอบธุรกิจ สิ่งที่มักมีปัญหากับคนไทย คือ การไม่ตรงต่อเวลา ไม่ว่าจะในเรื่องการนัดพบ หรือ เรื่องกำหนดส่งงาน เป็นต้น ทำให้ชาวต่างชาติ หรือ นักธุรกิจมืออาชีพ หลายๆรายเอือมระอากับพฤติกรรมที่ไม่เป็นมืออาชีพของนักธุรกิจมือใหม่ หรือ มือเก่าชาวไทยทั้งหลาย
มีกรณีตัวอย่างที่ผู้รับออกแบบ รับปากจะส่งแบบให้แก่บริษัท แต่กลับเลื่อนกำหนดหลายครั้งด้วยข้ออ้างว่า พนักงานของตนป่วยบ้าง ติดธุระสำคัญบ้าง จึงทำให้งานไม่เสร็จ จนลูกค้าชาวต่างชาติรายนี้หงุดหงิดกับความไม่ตรงต่อเวลา และเตรียมจะยกเลิกสัญญาการว่าจ้าง เมื่อเขามาปรึกษาผม ผมจึงแนะนำให้ลองให้โอกาสผู้รับงานอีกสักครั้ง โดยการนัดพบและให้ผู้รับงานกำหนดวันเสร็จงานเอง รับปาก และ ลงนามกำกับบันทึกการประชุมไว้เอง เพื่อว่าหากเขาไม่สามารถทำเสร็จตามกำหนดเส้นตาย (ครั้งสุดท้าย) นี้ได้ ก็จะได้ดำเนินการด้านการยกเลิกสัญญาจ้างต่อไป
ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า พอถูกบีบด้วยเงื่อนไขนี้ ผู้รับงานกลับทำเสร็จและส่งได้ตามเวลาทุกประการ ทั้งๆที่ล่าช้ามานาน ทำให้ผมมองเห็นว่า นักธุรกิจคนไทย นั้น มีความสามารถ แต่บางคนยังขาดความมีวินัย และความตรงต่อเวลา
ผมเคยนัดพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งให้มาติดตั้งกล้องวงจรปิด ก็รับนัดกันอย่างดีว่าจะมาในวันพรุ่งนี้เวลา 10 โมงเช้า ผมก็มารอ รอแล้วรอเล่าจน 11 โมง ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีใครมา จึงโทรไปสอบถาม ปรากฎว่าเขาไปทำการติดตั้งที่อื่นอยู่ ไม่สามารถมาตามนัดได้ แต่ก็ไม่โทรบอกผมล่วงหน้า ทำให้ผมเสียเวลาไปครึ่งวัน เพื่อจะได้รู้ว่า เขาผิดนัด เหตุการณ์นี้ทำให้ผมสรุปในใจตนเองได้ว่า หลังจากงานนี้ผมจะไม่ใช้บริการของร้านนี้อีกเลย
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ผมเคยนัดพนักงาน Part Time มาช่วยพิมพ์งาน นัดล่วงหน้าแล้ว 1 สัปดาห์ เมื่อถึงวันนัดหมาย ผมก็มาสำนักงาน เปิดประตู นั่งรอ รออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่มีใครมา โทรไปหา ไม่รับสาย จึงฝากข้อความเสียงไว้ อีก 1 ชั่วโมงต่อมา จึงมีโทรศัพท์กลับมาว่า ลืมนัด และ ไปต่างอำเภอมา ทั้งที่วันที่พูดนัดกันผมยังเห็นเขาบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือของเขาอยู่เลย ทำให้ผมเสียเวลาไปครึ่งวัน เพราะการไม่ใส่ใจนัดหมายของผู้รับนัดรายนี้ เดิมผมคิดว่าอาจจะว่าจ้างให้เขาทำอย่างอื่นเพิ่มเติม แต่ถึงเวลานี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว
หากเราเห็นว่าเวลาของเรามีค่า เวลาของคนอื่นก็มีค่าเช่นเดียวกัน การนัดหมายส่งงานแล้วไม่สามารถทำได้ตามกำหนด ควรมีการแจ้งล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ แต่ตนเองก็ต้องพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยตนเองอย่างเต็มที่เสียก่อน
เมื่อถึงกำหนดนัดหมายประชุม ก็ควรมาก่อนเวลาเล็กน้อย อย่าให้คนอื่นต้องรอคอย เพราะเวลาของคนอื่นก็มีค่าเช่นกัน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะการมาสาย พร้อมข้ออ้าง ทำให้ลูกค้าคาดเดาต่อไปว่า "หากว่าจ้างคนนี้หรือบริษัทนี้ทำงาน เขาก็คงทำให้งานล่าช้าพร้อมยกข้ออ้าง ให้ลูกค้าต้องปวดใจในอนาคตอีกเช่นกัน" คิดแล้วก็อย่าว่าจ้างรายนี้ดีกว่า เป็นต้น ทำให้ท่านอาจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างใหญ่หลวง
ผมจึงอยากเน้นย้ำคำว่า "มาก่อนเวลานัดหมาย" ไม่ใช่ "มาตรงเวลานัดหมาย" เพราะท่านควรเผื่อเรื่องที่คาดไม่ถึงอันทำให้ต้องสาย หรือ ผิดเวลานัด เช่น เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยบนถนนข้างหน้า ทำให้รถติด ใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น หรือ เมื่อท่านมาถึงสถานที่นัด อาจปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำสัก 15 นาที หากมาตรงเวลา แต่แวะเข้าห้องน้ำ ก็กลายเป็นพบหน้าลูกค้าสายกว่าเวลานัดเป็นต้น ผมจึงอยากเน้นให้ มาก่อนเวลานัดหมาย ไม่ใช่ กะเวลาให้มาตรงเวลาพอดี โดยไม่เผื่อเรื่องคาดไม่ถึง
หากเกิดเหตุสุดวิสัยกลางทาง ที่ทำให้ท่านแน่ใจว่าไปไม่ทันเวลานัดหมายแน่ๆ ควร รีบโทรไปแจ้งแต่เนิ่นๆ และขอเลื่อนเวลานัดออกไป เพื่อว่าผู้รับนัดจะได้จัดเวลาไปทำอย่างอื่นก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้เขานั่งรอ
ในกรณีกลับกัน หากท่านไปยังปลายทางที่นัดพบก่อนเวลา เมื่อถึงเวลานัดหมายแล้ว ผู้รับนัดซึ่งอาจเป็นว่าที่ลูกค้ายังไม่มา ท่านก็ควรโทรไปแจ้งให้เขาทราบว่า ขณะนี้ท่านได้มาถึงที่นัดหมายเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เขารับทราบ เขาจะได้รับรู้ว่าท่านมาตรงเวลา และ หากเขาติดงานสำคัญจึงมาสาย ท่านก็จะได้รู้และหากิจกรรมอื่นทำไปก่อนระหว่างรอ ไม่รู้สึกหงุดหงิด เพราะความหงุดหงิด มักเกิดจากการรอคอยโดยไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่การรอคอยจะสิ้นสุดลง จะไปทำอย่างอื่นก่อนก็ไม่ได้ หากเกิดผู้รับนัดมาจะไม่พบ เมื่อหงุดหงิดมากขึ้น พอพบกัน การคุยธุรกิจด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวก็มักไม่ราบรื่น และอาจสูญเสียธุรกิจไปได้
การจัดการกับการนัดหมายอย่างเหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจเช่นกัน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านรู้สึกได้ถึงความเป็นมืออาชีพ และ เกิดความประทับใจ ใช้บริการหรือเป็นลูกค้าประจำ แนะนำบอกต่อคนอื่นๆ ด้วยความรู้สึกว่า ท่านเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ มีวินัย และ ตรงต่อเวลา อันจะทำให้ธุรกิจของท่านเติบโตต่อๆไปอย่างยั่งยืน
มีกรณีตัวอย่างที่ผู้รับออกแบบ รับปากจะส่งแบบให้แก่บริษัท แต่กลับเลื่อนกำหนดหลายครั้งด้วยข้ออ้างว่า พนักงานของตนป่วยบ้าง ติดธุระสำคัญบ้าง จึงทำให้งานไม่เสร็จ จนลูกค้าชาวต่างชาติรายนี้หงุดหงิดกับความไม่ตรงต่อเวลา และเตรียมจะยกเลิกสัญญาการว่าจ้าง เมื่อเขามาปรึกษาผม ผมจึงแนะนำให้ลองให้โอกาสผู้รับงานอีกสักครั้ง โดยการนัดพบและให้ผู้รับงานกำหนดวันเสร็จงานเอง รับปาก และ ลงนามกำกับบันทึกการประชุมไว้เอง เพื่อว่าหากเขาไม่สามารถทำเสร็จตามกำหนดเส้นตาย (ครั้งสุดท้าย) นี้ได้ ก็จะได้ดำเนินการด้านการยกเลิกสัญญาจ้างต่อไป
ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า พอถูกบีบด้วยเงื่อนไขนี้ ผู้รับงานกลับทำเสร็จและส่งได้ตามเวลาทุกประการ ทั้งๆที่ล่าช้ามานาน ทำให้ผมมองเห็นว่า นักธุรกิจคนไทย นั้น มีความสามารถ แต่บางคนยังขาดความมีวินัย และความตรงต่อเวลา
ผมเคยนัดพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งให้มาติดตั้งกล้องวงจรปิด ก็รับนัดกันอย่างดีว่าจะมาในวันพรุ่งนี้เวลา 10 โมงเช้า ผมก็มารอ รอแล้วรอเล่าจน 11 โมง ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีใครมา จึงโทรไปสอบถาม ปรากฎว่าเขาไปทำการติดตั้งที่อื่นอยู่ ไม่สามารถมาตามนัดได้ แต่ก็ไม่โทรบอกผมล่วงหน้า ทำให้ผมเสียเวลาไปครึ่งวัน เพื่อจะได้รู้ว่า เขาผิดนัด เหตุการณ์นี้ทำให้ผมสรุปในใจตนเองได้ว่า หลังจากงานนี้ผมจะไม่ใช้บริการของร้านนี้อีกเลย
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ผมเคยนัดพนักงาน Part Time มาช่วยพิมพ์งาน นัดล่วงหน้าแล้ว 1 สัปดาห์ เมื่อถึงวันนัดหมาย ผมก็มาสำนักงาน เปิดประตู นั่งรอ รออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่มีใครมา โทรไปหา ไม่รับสาย จึงฝากข้อความเสียงไว้ อีก 1 ชั่วโมงต่อมา จึงมีโทรศัพท์กลับมาว่า ลืมนัด และ ไปต่างอำเภอมา ทั้งที่วันที่พูดนัดกันผมยังเห็นเขาบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือของเขาอยู่เลย ทำให้ผมเสียเวลาไปครึ่งวัน เพราะการไม่ใส่ใจนัดหมายของผู้รับนัดรายนี้ เดิมผมคิดว่าอาจจะว่าจ้างให้เขาทำอย่างอื่นเพิ่มเติม แต่ถึงเวลานี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว
หากเราเห็นว่าเวลาของเรามีค่า เวลาของคนอื่นก็มีค่าเช่นเดียวกัน การนัดหมายส่งงานแล้วไม่สามารถทำได้ตามกำหนด ควรมีการแจ้งล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ แต่ตนเองก็ต้องพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยตนเองอย่างเต็มที่เสียก่อน
เมื่อถึงกำหนดนัดหมายประชุม ก็ควรมาก่อนเวลาเล็กน้อย อย่าให้คนอื่นต้องรอคอย เพราะเวลาของคนอื่นก็มีค่าเช่นกัน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะการมาสาย พร้อมข้ออ้าง ทำให้ลูกค้าคาดเดาต่อไปว่า "หากว่าจ้างคนนี้หรือบริษัทนี้ทำงาน เขาก็คงทำให้งานล่าช้าพร้อมยกข้ออ้าง ให้ลูกค้าต้องปวดใจในอนาคตอีกเช่นกัน" คิดแล้วก็อย่าว่าจ้างรายนี้ดีกว่า เป็นต้น ทำให้ท่านอาจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างใหญ่หลวง
ผมจึงอยากเน้นย้ำคำว่า "มาก่อนเวลานัดหมาย" ไม่ใช่ "มาตรงเวลานัดหมาย" เพราะท่านควรเผื่อเรื่องที่คาดไม่ถึงอันทำให้ต้องสาย หรือ ผิดเวลานัด เช่น เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยบนถนนข้างหน้า ทำให้รถติด ใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น หรือ เมื่อท่านมาถึงสถานที่นัด อาจปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำสัก 15 นาที หากมาตรงเวลา แต่แวะเข้าห้องน้ำ ก็กลายเป็นพบหน้าลูกค้าสายกว่าเวลานัดเป็นต้น ผมจึงอยากเน้นให้ มาก่อนเวลานัดหมาย ไม่ใช่ กะเวลาให้มาตรงเวลาพอดี โดยไม่เผื่อเรื่องคาดไม่ถึง
หากเกิดเหตุสุดวิสัยกลางทาง ที่ทำให้ท่านแน่ใจว่าไปไม่ทันเวลานัดหมายแน่ๆ ควร รีบโทรไปแจ้งแต่เนิ่นๆ และขอเลื่อนเวลานัดออกไป เพื่อว่าผู้รับนัดจะได้จัดเวลาไปทำอย่างอื่นก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้เขานั่งรอ
ในกรณีกลับกัน หากท่านไปยังปลายทางที่นัดพบก่อนเวลา เมื่อถึงเวลานัดหมายแล้ว ผู้รับนัดซึ่งอาจเป็นว่าที่ลูกค้ายังไม่มา ท่านก็ควรโทรไปแจ้งให้เขาทราบว่า ขณะนี้ท่านได้มาถึงที่นัดหมายเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เขารับทราบ เขาจะได้รับรู้ว่าท่านมาตรงเวลา และ หากเขาติดงานสำคัญจึงมาสาย ท่านก็จะได้รู้และหากิจกรรมอื่นทำไปก่อนระหว่างรอ ไม่รู้สึกหงุดหงิด เพราะความหงุดหงิด มักเกิดจากการรอคอยโดยไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่การรอคอยจะสิ้นสุดลง จะไปทำอย่างอื่นก่อนก็ไม่ได้ หากเกิดผู้รับนัดมาจะไม่พบ เมื่อหงุดหงิดมากขึ้น พอพบกัน การคุยธุรกิจด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวก็มักไม่ราบรื่น และอาจสูญเสียธุรกิจไปได้
การจัดการกับการนัดหมายอย่างเหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจเช่นกัน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านรู้สึกได้ถึงความเป็นมืออาชีพ และ เกิดความประทับใจ ใช้บริการหรือเป็นลูกค้าประจำ แนะนำบอกต่อคนอื่นๆ ด้วยความรู้สึกว่า ท่านเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ มีวินัย และ ตรงต่อเวลา อันจะทำให้ธุรกิจของท่านเติบโตต่อๆไปอย่างยั่งยืน
ป้ายกำกับ:
นักธุรกิจต้องรู้...จึงจะรวย
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
CSR (Corporate Social Responsibility) จิตสำนึกแห่งคุณธรรม
ในยุคปัจจุบันนี้ การประกอบธุรกิจ ต้องมีการคำนึงถึงปัจจัยทางสังคม และ สิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น หาไม่แล้วธุรกิจก็จะไม่ยั่งยืน เช่น หากธุรกิจไปก่อตั้งในพื้นที่โดยไม่สนใจคนในพื้นที่ อาจทำให้ถูกต่อต้าน เกิดอุปสรรค์ในการดำเนินธุรกิจ หากธุรกิจไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ก่อปัญหามลภาวะ ก็จะถูกต่อต้านทั้งคนในพื้นที่ และ กฎหมาย
ถึงแม้ธุรกิจหลายธุรกิจที่ไม่สร้างปัญหาให้สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ก็ยังไม่เพียงพอในยุคปัจจุบัน เพราะสิ่งแวดล้อมโดยรวมแย่ลงทุกวันจากการประกอบการตามปกติ สังคมมีปัญหาจากการแก่งแย่งโดยธรรมชาติ ธุรกิจที่ดีจึงควรช่วยพัฒนาสัมคม และ สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นด้วย จึงจะเรียกได้ว่า ธุรกิจที่มีคุณธรรม
คำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม และ สิ่งแวดล้อม” นั้น ต้องใช้งบประมาณ ต้องใช้บุคลากร ต้องใช้เวลา แต่ผลตอบแทนอาจไม่ชัดเจนและอาจไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขกำไรขาดทุนได้ จึงทำให้ธุรกิจหลายธุรกิจไม่ให้ความสนใจ และ หลายคนมองไปว่าต้องรอให้ธุรกิจตั้งตัวได้มีกำไรงาม แล้วค่อยมาสนใจสังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งความคิดดังกล่าวนั้น ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะแท้จริงแล้ว ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ
ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น คนที่จะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ก็เริ่มแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการใช้หม้อต้มที่ไม่ได้เชื่อมด้วยตะกั่ว เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับสารตะกั่วจากการกินก๋วยเตี๋ยว อีกทั้งยังไม่ใช้ถั่วลิสงที่เก็บค้างไว้นานหลายวัน เพราะจะมีเชื้อราอัลฟาทอกซิน ก่อให้เกิดมะเร็งในคนได้ เป็นต้น สำนึกในคุณธรรม พื้นฐานนี้เองที่ก่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคมในเบื้องต้น
มีร้านอาหารแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ชื่อร้าน “รสทิพย์” อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่ เจ้าของร้านเป็นคนมีคุณธรรม ชอบเข้าวัดทำบุญเป็นประจำ เมื่อมาประกอบธุรกิจร้านอาหาร ท่านก็ใช้ความดีมาทำธุรกิจ โดยอาหารทุกชนิดในร้านจะไม่ใส่ผงชูรส เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่า ผงชูรส อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค อีกทั้งหากมีฝีมือทำอาหารจริง ไม่ต้องใส่ผงชูรสก็สามารถปรุงให้อร่อยได้ โดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง สด สะอาด และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เท่าที่ผมได้กิน อาหารทุกรายการที่สั่งมีรสชาติอร่อยมาก จนผมติดใจกลายเป็นลูกค้าประจำ แวะมาทาน สั่งซื้อไปทานที่บ้าน เป็นประจำ อีกทั้งผมยังบอกต่อกับคนใกล้ชิด ถึงคุณภาพและความอร่อยของอาหารที่ร้านนี้อยู่เสมอ
การใส่ในต่อผู้บริโภคอย่างยิ่งนี้เอง ที่ก่อให้เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นจากผู้บริโภค และเกิดลูกค้าประจำ อีกทั้งลูกค้าประจำยังช่วยบอกต่อ หาลูกค้ารายใหม่มาให้โดยไม่คิดค่าคอมมิชชั่นอีกด้วย ธุรกิจก็จะยั่งยืนอันเกิดจากสำนึกด้านคุณธรรม ที่เจ้าของร้านมีต่อลูกค้านี่เอง
ผมยังมีโอกาสรู้จักธุรกิจเล็กๆที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ก็คือ บริษัทรับซักผ้าจากโรงพยาบาล เจ้าของกิจการได้ตั้งบริการรับซักผ้าที่ส่งมาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งกิจการก็ตั้งอยู่เชิงเขา ห่างไกลตัวเมือง หากจะไม่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม น้ำทิ้งที่เกิดจากการซักผ้า ก็สามารถปล่อยทิ้งสู่ที่รกร้าง หรือ ตามป่าเขาได้ โดยไม่ต้องบำบัดอะไรมากนัก แต่ที่นี่กลับลงทุนเพิ่มในการสร้างระบบบำบัดน้ำทิ้งจากการซักผ้า ผ่านขั้นตอนทุกอย่างตามมาตรฐาน จนน้ำสุดท้ายสะอาดเพียงพอที่ จะเลี้ยงปลาได้ จึงปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปเห็นด้วยตาตนเอง จึงรู้สึกได้ถึงความตั้งใจอันดีงามของเจ้าของกิจการ
ตัวอย่างเล็กๆข้างต้นคงจะพอทำให้ทุกท่านเข้าใจได้ถึงคำที่ชาวต่างชาติบัญญัติศัพท์ขึ้นอย่างสวยหรู ว่า “CSR: Corporate Social Responsibility” แล้วเราก็พึ่งจะตื่นเต้นรับเอาแนวคิดนี้มาทำกันใหญ่ บางแห่งทำกันเพียงเพื่อได้ชื่อว่าทำ คือ ทำเพียง 1-2 โครงการแล้วเลิก ขาดความต่อเนื่อง บางแห่ง ลงทุนด้าน CSR ไม่กี่แสนบาท แต่เอางบนับล้านบาทไปลงโฆษณาตัวเองว่าช่วยสังคมสิ่งแวดล้อมแล้วนะทุกท่านโปรดทราบ เพื่อหวังได้หน้าได้ตาหวังผลทางการตลาดเป็นหลัก แต่ก็เอาเถอะ ไม่ว่าจะทำด้วยเหตุผลข้อใด ก็ขอให้เริ่มต้นทำก็แล้วกัน ยังดีกว่า อีกหลายกิจการที่ไม่คิดแม้แต่จะทำ จึงขอชื่นชมยินดีในทุกความพยายามเพื่อให้สังคม และ สิ่งแวดล้อมดีขึ้น
ไม่ว่าชาวต่างชาติจะบัญญัติศัพท์ว่าอะไรก็ตาม ผมก็ขอเรียกว่า “จิตสำนึกแห่งคุณธรรม” ที่หากทุกคนมี สังคม และสิ่งแวดล้อม ก็จะได้รับการดูแลอย่างแน่นอน จากทุกคน ด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าจะทำเพื่อความสบายใจ ทำเพื่อให้ได้บุญ ทำเพื่อให้อยู่สบายในสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือ จะทำเพื่ออะไร อะไร ก็ตาม ขอให้ช่วยกันทำเถะครับ เพราะ อานิสงแห่งความดีจะตกแก่ผู้ทำ คนใกล้ชิด สังคม สิ่งแวดล้อม อย่างแน่นอน และเมื่อทุกๆคนช่วยกัน ประเทศชาติ และ โลกใบนี้ ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ขอยกย่องทุกคน ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทุกธุรกิจ ที่มี “จิตสำนึกแห่งคุณธรรม”
ถึงแม้ธุรกิจหลายธุรกิจที่ไม่สร้างปัญหาให้สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ก็ยังไม่เพียงพอในยุคปัจจุบัน เพราะสิ่งแวดล้อมโดยรวมแย่ลงทุกวันจากการประกอบการตามปกติ สังคมมีปัญหาจากการแก่งแย่งโดยธรรมชาติ ธุรกิจที่ดีจึงควรช่วยพัฒนาสัมคม และ สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นด้วย จึงจะเรียกได้ว่า ธุรกิจที่มีคุณธรรม
คำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม และ สิ่งแวดล้อม” นั้น ต้องใช้งบประมาณ ต้องใช้บุคลากร ต้องใช้เวลา แต่ผลตอบแทนอาจไม่ชัดเจนและอาจไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขกำไรขาดทุนได้ จึงทำให้ธุรกิจหลายธุรกิจไม่ให้ความสนใจ และ หลายคนมองไปว่าต้องรอให้ธุรกิจตั้งตัวได้มีกำไรงาม แล้วค่อยมาสนใจสังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งความคิดดังกล่าวนั้น ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะแท้จริงแล้ว ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ
ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น คนที่จะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ก็เริ่มแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการใช้หม้อต้มที่ไม่ได้เชื่อมด้วยตะกั่ว เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับสารตะกั่วจากการกินก๋วยเตี๋ยว อีกทั้งยังไม่ใช้ถั่วลิสงที่เก็บค้างไว้นานหลายวัน เพราะจะมีเชื้อราอัลฟาทอกซิน ก่อให้เกิดมะเร็งในคนได้ เป็นต้น สำนึกในคุณธรรม พื้นฐานนี้เองที่ก่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคมในเบื้องต้น
มีร้านอาหารแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ชื่อร้าน “รสทิพย์” อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่ เจ้าของร้านเป็นคนมีคุณธรรม ชอบเข้าวัดทำบุญเป็นประจำ เมื่อมาประกอบธุรกิจร้านอาหาร ท่านก็ใช้ความดีมาทำธุรกิจ โดยอาหารทุกชนิดในร้านจะไม่ใส่ผงชูรส เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่า ผงชูรส อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค อีกทั้งหากมีฝีมือทำอาหารจริง ไม่ต้องใส่ผงชูรสก็สามารถปรุงให้อร่อยได้ โดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง สด สะอาด และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เท่าที่ผมได้กิน อาหารทุกรายการที่สั่งมีรสชาติอร่อยมาก จนผมติดใจกลายเป็นลูกค้าประจำ แวะมาทาน สั่งซื้อไปทานที่บ้าน เป็นประจำ อีกทั้งผมยังบอกต่อกับคนใกล้ชิด ถึงคุณภาพและความอร่อยของอาหารที่ร้านนี้อยู่เสมอ
การใส่ในต่อผู้บริโภคอย่างยิ่งนี้เอง ที่ก่อให้เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นจากผู้บริโภค และเกิดลูกค้าประจำ อีกทั้งลูกค้าประจำยังช่วยบอกต่อ หาลูกค้ารายใหม่มาให้โดยไม่คิดค่าคอมมิชชั่นอีกด้วย ธุรกิจก็จะยั่งยืนอันเกิดจากสำนึกด้านคุณธรรม ที่เจ้าของร้านมีต่อลูกค้านี่เอง
ผมยังมีโอกาสรู้จักธุรกิจเล็กๆที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ก็คือ บริษัทรับซักผ้าจากโรงพยาบาล เจ้าของกิจการได้ตั้งบริการรับซักผ้าที่ส่งมาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งกิจการก็ตั้งอยู่เชิงเขา ห่างไกลตัวเมือง หากจะไม่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม น้ำทิ้งที่เกิดจากการซักผ้า ก็สามารถปล่อยทิ้งสู่ที่รกร้าง หรือ ตามป่าเขาได้ โดยไม่ต้องบำบัดอะไรมากนัก แต่ที่นี่กลับลงทุนเพิ่มในการสร้างระบบบำบัดน้ำทิ้งจากการซักผ้า ผ่านขั้นตอนทุกอย่างตามมาตรฐาน จนน้ำสุดท้ายสะอาดเพียงพอที่ จะเลี้ยงปลาได้ จึงปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปเห็นด้วยตาตนเอง จึงรู้สึกได้ถึงความตั้งใจอันดีงามของเจ้าของกิจการ
ตัวอย่างเล็กๆข้างต้นคงจะพอทำให้ทุกท่านเข้าใจได้ถึงคำที่ชาวต่างชาติบัญญัติศัพท์ขึ้นอย่างสวยหรู ว่า “CSR: Corporate Social Responsibility” แล้วเราก็พึ่งจะตื่นเต้นรับเอาแนวคิดนี้มาทำกันใหญ่ บางแห่งทำกันเพียงเพื่อได้ชื่อว่าทำ คือ ทำเพียง 1-2 โครงการแล้วเลิก ขาดความต่อเนื่อง บางแห่ง ลงทุนด้าน CSR ไม่กี่แสนบาท แต่เอางบนับล้านบาทไปลงโฆษณาตัวเองว่าช่วยสังคมสิ่งแวดล้อมแล้วนะทุกท่านโปรดทราบ เพื่อหวังได้หน้าได้ตาหวังผลทางการตลาดเป็นหลัก แต่ก็เอาเถอะ ไม่ว่าจะทำด้วยเหตุผลข้อใด ก็ขอให้เริ่มต้นทำก็แล้วกัน ยังดีกว่า อีกหลายกิจการที่ไม่คิดแม้แต่จะทำ จึงขอชื่นชมยินดีในทุกความพยายามเพื่อให้สังคม และ สิ่งแวดล้อมดีขึ้น
ไม่ว่าชาวต่างชาติจะบัญญัติศัพท์ว่าอะไรก็ตาม ผมก็ขอเรียกว่า “จิตสำนึกแห่งคุณธรรม” ที่หากทุกคนมี สังคม และสิ่งแวดล้อม ก็จะได้รับการดูแลอย่างแน่นอน จากทุกคน ด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าจะทำเพื่อความสบายใจ ทำเพื่อให้ได้บุญ ทำเพื่อให้อยู่สบายในสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือ จะทำเพื่ออะไร อะไร ก็ตาม ขอให้ช่วยกันทำเถะครับ เพราะ อานิสงแห่งความดีจะตกแก่ผู้ทำ คนใกล้ชิด สังคม สิ่งแวดล้อม อย่างแน่นอน และเมื่อทุกๆคนช่วยกัน ประเทศชาติ และ โลกใบนี้ ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ขอยกย่องทุกคน ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทุกธุรกิจ ที่มี “จิตสำนึกแห่งคุณธรรม”
ป้ายกำกับ:
นักธุรกิจต้องรู้...จึงจะรวย
วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
การควบคุมการจัดการภายในและข้อควรระวัง
โดย วศ.ทค.มงคล ตันติสุขุมาล (ทนายความ, นักบริหาร, วิทยากร)
เจ้าของกิจการมักเข้าใจว่า เมื่อไม่เคยมีข่าวว่าเงินรายได้ประจำวันหายไป ก็แปลว่าทุกอย่างถูกต้องไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง แล้วก็ไม่สนใจสร้างกระบวนการตรวจสอบภายในขึ้นมา อันเป็นการคิดด้านเดียว เพราะวิธีการทุจริตนั้นมีสารพัดวิธีที่ทำให้ตัวเลขในบิลตรงกับจำนวนเงินที่มี แต่เงินได้ถูกยักยอกไปแล้ว ซึ่งผู้เขียนจะขอกล่าวไว้ให้เรียนรู้กันไว้ อีกทั้งแนะแนวทางป้องกัน เพื่อความไม่ประมาทของเจ้าของกิจการ ดังนี้
1. การรับเงินแต่ไม่ออกใบเสร็จ
เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและทำกันแพร่หลายวิธีหนึ่ง คือ เมื่อเจ้าของกิจการไม่ได้อยู่ควบคุมการเก็บเงินด้วยตนเอง มอบหมายให้คนที่ไว้ใจเป็นผู้เก็บเงินให้ พนักงานที่ขายสินค้า สามารถที่จะมีโอกาสที่ลูกค้ามาซื้อสินค้าเล็กๆน้อยๆไม่กี่ชิ้น เป็นเงินไม่กี่บาท และ ไม่ได้เรียกหาใบเสร็จ ก็เป็นโอกาสที่พนักงานเก็บเงินจากลูกค้าเข้ากระเป๋าตนเอง และไม่มีการบันทึกในใบเสร็จ หรือบันทึกการขาย ทำให้เสมือนว่าไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น ครั้นพอมีการเช็คยอดสต็อกรายไตรมาส ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางบัญชี ก็อาจพบว่ามีสินค้าสูญหายไปเล็กน้อยไม่กี่ชิ้น และสรุปไปว่า “เป็นความคลาดเคลื่อนจากการควบคุมสต็อก” และแทงเป็น variance ส่วนต่างจากการนับจำนวนไป ซึ่งปกติแล้วหากผิดพลาดไม่มากเช่น ไม่ถึง 5% ก็มักไม่ใส่ใจ และ คิดว่าคงเป็นการนับผิดตกหล่นเล็กๆน้อยๆ
แต่ผมอยากยกตัวอย่างว่า หากมูลค่าสินค้าขายมีประมาณ 1 ล้านบาท ของไม่ตรงจำนวน 5% คิดเป็นมูลค่า 50,000 บาท เข้าไปแล้ว หากเงินจำนวนดังกล่าวไปอยู่ในกระเป๋าของพนักงาน 1-2 คนที่ทำการทุจริต ก็เสมือนว่ากิจการได้สูญเสียเงินไปปีละ 50,000 บาท ทีเดียว หากเจ้าของกิจการไม่ได้สนใจตรวจสอบติดต่อกันสัก 5 ปี ก็ปาเข้าไป 250,000 บาท เข้าไปแล้ว ไม่น้อยนะครับเงินจำนวนนี้ ยิ่งหากสินค้าคงคลังมีมากกว่านี้ความสูญเสียก็จะมากกว่านี้เป็นเงาตามตัว
ยิ่งหากเจ้าของกิจการมอบหมายให้พนักงานการเงินคนเดิมเป็นผู้ควบคุมการนับสต็อกเองก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะตนเองขายของแต่ไม่ออกใบเสร็จเอง แล้วยังควบคุมการนับสต็อกเอง ตบแต่งตัวเลขเสร็จสรรพ ทำให้ตัวเลขสต็อกอยู่ครบก็ยังทำได้ เพราะไม่มีใครมานั่งบวกลบดูรายการรับจ่ายสินค้าที่มีเป็นพันๆบรรทัดหรอกครับ ยิ่งข้ามเดือนข้ามปีเอกสารถูกเก็บเข้ากรุไปแล้วไม่มีใครอยากไปรื้อมาตรวจดูหรอก เป็นอันว่าสินค้าอยู่ครบ แต่เงินเข้ากระเป๋าคนอื่นไปแล้ว
ยิ่งหากเป็นสินค้าที่นับจำนวนได้ยาก เช่น ของเหลว หรือ ร้านอาหารที่การขายต้องมีการตักแบ่ง สับให้เป็นส่วนย่อย ก่อนยื่นให้ลูกค้าแล้วเก็บเงิน ยิ่งควบคุมสต็อกได้ยาก บางคนนำเนื้อหมูเป็นก้อนแอบใส่กระเป๋าถือไปกินที่บ้านเป็นประจำ บางคนพอยื่นของให้ลูกค้าเสร็จแล้วก็เก็บเงินใส่เข้ากระเป๋าตัวเองในเสี้ยววินาทีที่ไม่มีใครสังเกตเห็น และเจ้าของมักสนใจแค่ว่าสิ้นวันมีรายได้ในลิ้นชักเป็นเงินเท่าไหร่ การรั่วไหลก็เกิดขึ้นตรงนี้เอง
วิธีการป้องกัน
• หากเป็นกิจการเล็กๆ เจ้าของกิจการควรเป็นผู้ควบคุมการรับเงินด้วยตนเอง โดยกำหนดว่าไม่ให้พนักงานรับเงินและทอนเงินเอง มิฉะนั้นจะถือว่ามีความผิด
• ถ้าเจ้าของกิจการต้องไปข้างนอก หรือ ไม่ได้อยู่ควบคุม ก็ควรให้ญาติที่ไว้ใจได้ในครอบครับ เช่น สามี ภรรยา แม่ ลูก เป็นผู้ควบคุมการรับจ่ายเงินเอง อย่าให้พนักงานทำโดยลำพัง
• หากเป็นกิจการใหญ่พอควรที่เจ้าของกิจการไม่สามารถนั่งเฝ้าลิ้นชักรับจ่ายเงินได้ ต้องไปติดต่องานข้างนอกเป็นประจำ ก็ควรหาระบบการควบคุมให้รอบคอบเช่น การใช้เครื่องบันทึกการรับจ่ายเงินอัตโนมัติ เพราะเครื่องเหล่านี้จะไม่เปิดลิ้นชักให้หยิบเงินทอนหากไม่มีการบันทึกรายการซื้อก่อน ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่าการซื้อที่ต้องทอนเงินนั้นต้องถูกบันทึกเข้าเครื่องแน่ๆ ส่วนการซื้อที่ไม่ต้องทอนเงินนั้นยังต้องควบคุมอีกขั้นหนึ่ง
• ใช้ระบบบาร์โค๊ดบนสินค้า เมื่อลูกค้ามาซื้อสินค้า ผู้ขายต้องอ่านบาร์โค๊ดสินค้ารายการนั้นๆลงเครื่องบันทึก ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องบันทึกชื่อสินค้าผิดพลาด และรายการทุกรายการถูกบันทึกแม้ลูกค้าจะไม่สนใจรับใบเสร็จก็ตาม อีกทั้งโปรแกรม ควบคุมสินค้าคงคลังก็จะทำการตัดสต็อกสินค้ารายการที่ถูกขายไปแล้ว ทำให้สต๊อกสินค้ามีความถูกต้องอยู่ตลอดเวลา
• การติดกล้องวงจรปิด ณ จุดขาย โดยมีการบันทึกภาพตลอดเวลา เพื่อให้เจ้าของกิจการสามารถนำภาพเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วมาทำการสุ่มตรวจพฤติกรรมการขายสินค้าและเก็บเงินของพนักงานขายได้ อีกทั้งยังเป็นการบันทึกภาพคนร้ายหากมีการลักขโมยหรือจี้ปล้นได้ แต่ควรเป็นกล้องที่มีความละเอียดของภาพสูงจนสามารถระบุรูปร่างหน้าตาคนได้ชัดเจนนะครับ ไม่ใช่เห็นเป็นเพียงเงาตะคลุ่มๆแต่บอกรายละเอียดไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์
• จัดระบบการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้าให้เป็นระเบียบ ไม่ใช่กองสุมกันไปเรื่อย หากจัดให้มีระเบียบ มีป้ายกำกับเป็นระบบบาร์โค๊ดยิ่งดี เมื่อสินค้าไม่อยู่ในชั้นวางของก็จะรู้ได้ทันทีว่าขายไปแล้ว หรือ สามารถสุ่มตรวจนับจำนวนสินค้าจริงเปรียบเทียบกับที่บันทึกอยู่ในใบบันทึกสต็อกสินค้าได้ทันทีที่เดินเข้าไปดูสินค้าในคลังสินค้า
• แยกสินค้าที่มีมูลค่าสูง เก็บในพื้นที่พิเศษต่างหาก ซึ่งหากเป็นสินค้าในห้องนี้จะถูกเบิกขายได้ต้องผ่านการอนุมัติโดยผู้จัดการ หรือ เจ้าของโดยตรงเป็นต้น และต้องมีการนับสต็อกสินค้ามูลค่าสูงเหล่านี้บ่อยกว่าสินค้าอื่นๆ เช่น หากสินค้าทั่วไปนับสามเดือนหน สินค้ามูลค่าสูงก็ต้องนับทุกเดือน หากสินค้ามูลค่าสูงมากก็ต้องนับทุกสิ้นวัน เป็นการควบคุมไม่ให้สินค้ามูลค่าสูงสูญหาย หรือ หากสูญหายก็รู้ได้ทันที
• สุ่มตรวจสต็อกสินค้าบางรายการทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกรายการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน และ มีโอกาสสุ่มตรวจเจอความผิดปกติของสินค้าคงคลังได้แต่เนิ่นๆ จะได้ทำการตรวจให้ละเอียดยิ่งขึ้นต่อไป
2. การให้ส่วนลดพิเศษ
บางกิจการเจ้าของอนุญาตให้มีการขายลดราคาให้ลูกค้าได้บ้างตามความเหมาะสมแล้วแต่การต่อรองของลูกค้า โดยอาจกำหนดว่าให้ลดราคาได้ไม่เกิน 10% จากราคาขายปกติ แล้วให้พนักงานขายหน้าร้านทำตามนโยบายนี้
เมื่อมีการซื้อขายมีลูกค้าหลายรายไม่ได้ต่อราคา หรือ ต่อราคาส่วนลดไม่ถึง 10% พนักงานขายก็จัดการขายให้ลูกค้าเก็บเงินและลูกค้าไม่สนใจรับใบเสร็จรับเงิน พนักงานขายก็ลงบันทึกการขายด้วยโดยบันทึกว่าขายลดราคา เช่น จากราคาปกติ 1,000 บาท ลด 10 % เหลือ 900 บาท จึงลงบันทึกการขายว่าขายได้ 900 บาท แล้วอีก 100 บาทที่เหลือก็นำเข้ากระเป๋าตัวเองเรียบร้อย
เจ้าของกิจการก็เห็นว่ามีการลงบิลครบถ้วนไม่ตกหล่นเพียงแต่ลดราคาให้ 10% ก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือ เงินที่เจ้าของควรได้เต็มเน็ดเต็มหน่วยกลับถูกพนักงานเม้มไว้ 10% เรียบร้อยแล้ว หากมียอดขายเดือนละ 1 ล้านบาท มีสัดส่วนลูกค้าที่ไม่ต่อรองราคาประมาณ 50% หรือ 500,000 บาท มีสัดส่วนลูกค้าประมาณ 20% ของรายการขายที่พนักงานลงบันทึกว่าขายลดราคา(ทั้งๆที่ไม่ใช่) ก็เป็นเงินประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน หรือ 120,000 บาทต่อปี หากทำงานติดกัน 5 ปี เป็นเงินประมาณ 600,000 บาท เป็นรายได้เสริมให้พนักงานทุจริตนะครับท่าน
วิธีการป้องกัน
• การให้ส่วนลดพิเศษกับลูกค้าไม่ควรให้กันพร่ำเพรื่อ เพราะจะทำให้ควบคุมได้ยาก ปกติร้านค้ามักจะให้กับลูกค้าประจำ ลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิกกับร้านแล้ว หรือ ลูกค้าที่ตัดคูปองจากหนังสือหรือจดหมายมาซื้อ ด้วยระบบบัตรสมาชิก หรือคูปอง หากลูกค้ายื่นบัตรส่วนลด ก็กำหนดให้พนักงานขายบันทึกหรืออ่านแถบแม่เหล็กของผู้ซื้อไว้เป็นหลักฐานว่าลูกค้าที่ได้ให้ส่วนลดไปนั้นเป็นใครชื่ออะไร ซึ่งในระบบคอมพิวเตอร์มีฐานข้อมูลอยู่แล้ว ส่วนคูปองที่นำมาซื้อลดราคาก็มักกำหนดให้พนักงานเก็บคูปองนั้นไว้ พร้อมบันทึกชื่อที่อยู่เบอร์โทรของลูกค้าไว้ในคูปองเพื่อเป็นหลักฐาน อีกทั้งข้อมูลลูกค้าที่นำคูปองมายื่นนี้จะทำให้บริษัทได้ฐานข้อมูลผู้ที่เคยเป็นลูกค้าจะได้ส่งจดหมายข่าว หรือ เสนอสินค้าอื่นๆให้ในอนาคต
• ส่วนในธุรกิจเล็กๆ ที่มีคนดูแลไม่กี่คน การควบคุมไม่ให้พนักงานของตนเองที่ขายราคาเต็ม แต่บันทึกรายการว่าขายลดราคา แล้วเก็บเงินส่วนต่างไว้เอง ก็คือ การกำหนดให้พนักงานต้องบันทึกชื่อนามสกุลและเบอร์โทรศัพท์ ของลูกค้าที่ได้ขายลดราคาไว้เป็นหลักฐาน หากไม่บันทึกแล้วให้ส่วนลดจะถือว่ามีความผิดพนักงานต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนลดนั้นเอง เจ้าของกิจการจะได้โทรสุ่มสอบถามในทำนองสอบถามความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อพนักงานขายแล้วรวดถามว่าได้ซื้อในราคาส่วนลดเท่านั้นเท่านี้ ถูกต้องหรือไม่ หากลูกค้าตอบว่าไม่ใช่ ก็จะรู้ได้ในทันทีว่าพนักงานขายของตนเองโกงเงินเข้าให้แล้ว
3. การจัดซื้อแบบออกบิลเงินสดย่อย
ธุรกิจทุกแห่งมักมีรายการของเล็กๆน้อยๆที่ไม่จำเป็นต้องซื้อจากร้านค้าใหญ่ๆ หรือ ร้านใหญ่ๆไม่มีขาย เพื่อความสะดวกจึงมีวงเงินสดย่อยให้พนักงานจัดซื้อไปทำการซื้อสินค้าเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ด้วยตนเอง ในวงเงินไม่มากนักต่อ 1 บิล เช่น ไม่เกิน 500 บาทต่อใบเสร็จเป็นต้น แล้วนำใบเสร็จรับเงินมาเป็นหลักฐานการลงบัญชี ซึ่งใบเสร็จรับเงินเหล่านี้ก็มักจะมาในรูปแบบของ “บิลเงินสด” ที่ไม่มีชื่อที่อยู่ของร้าน หรือเป็นเพียงตรายางปั๊มลงไป แล้วใส่จำนวนเงินลงไป ระบุชื่อบริษัทของลูกค้าที่ซื้อเป็นอันเสร็จสรรพ
เมื่อพนักงานซื้อไปซื้อของด้วยวิธีการนี้มา สมมติว่าราคา 400 บาท ก็รวดบอกทางร้านว่าให้เขียนบิลเกินราคาให้เป็น 500 บาท นะ จะนำไปเบิก ร้านก็ทำให้เสร็จสรรพ พนักงานนำบิลมาประกอบการลงบัญชีว่าซื้อ 500 บาท (ทั้งๆที่จ่ายจริงไปเพียง 400 บาท) อีก 100 บาท ที่เหลือก็เข้ากระเป๋าตนเอง บางคนไม่ต้องให้ร้านเขียนบิลให้แต่เขียนเองซะเลย หากกิจการใดมีการเบิกจ่ายด้วยวิธีนี้ประมาณเดือนละ 10,000 บาท ถูกยักยอกไปประมาณ 20% ก็คิดเป็นเงิน 2,000 บาทต่อเดือน หรือ 24,000 บาทต่อปี ไม่น้อยนะครับ
วิธีการป้องกัน
• กำหนดให้พนักงานผู้ที่สามารถซื้อสินค้าด้วยเงินสดย่อยมีเพียงคนเดียวหรือไม่เกินสองคน ทั้งนี้เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปได้ง่ายขึ้น
• กำหนดว่าผู้ที่ไปซื้อสินค้าย่อยและใช้บิลเงินสดย่อย เช่น ร้านถ่ายเอกสาร ร้านขายของชำเล็กๆ หรือ แม้แต่ร้านแบกะดิน หากไม่มีตรายางชื่อที่อยู่เบอร์โทรของร้านปั๊มไว้ ก็จะต้องเขียนระบุในบิลว่าซื้อมาจากที่ใดให้ชัดเจน
• เจ้าของควรลองสุ่มตรวจสอบโดยไปถามดูราคาร้านที่มีอยู่ในใบเสร็จเงินสดย่อยว่าสินค้าที่ร้านขายเท่าไหร่ เป็นราคาเดียวกับที่พนักงานเขียนมาในบิลเงินสดหรือไม่ การสุ่มตรวจอาจไม่พบความผิดปกติในทันที แต่หากทำอยู่เรื่อยๆสม่ำเสมอ เมื่อมีความผิดปกติก็จะตรวจพบได้ก่อน
4. การจัดซื้อมูลค่าไม่สูง
การจัดซื้อของพนักงานจัดซื้อตามปกติก็อาจเป็นช่องทางให้มีการรั่วไหลของเงินได้เช่นเดียวกัน
ปกติเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารบริษัทมักให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบราคาเฉพาะกับการจัดซื้อที่มีมูลค่าต่อครั้งที่ซื้อสูงโดยจะให้มีการขอใบเสนอราคา 3 จ้าวขึ้นไปมาเปรียบเทียบราคากัน โดยไม่ค่อยได้สนใจการจัดซื้อทั่วไปที่มีมูลค่าไม่สูงนัก จึงเป็นช่องทางให้ฝ่ายจัดซื้อมีโอกาสเลือกซื้อจากร้านที่ตนเองมีส่วนเอี่ยวด้วยได้ โดยการบอกให้ร้านดังกล่าวขายเต็มราคา ออกใบเสร็จเต็มราคา แล้วนำส่วนลดเป็นเงินส่วนต่างจ่ายให้ผู้จัดซื้อต่างหาก ส่วนทางร้านที่ขายสินค้าให้ก็ลงบันทึกบัญชีเงินส่วนนี้ว่าเป็น ค่าคอมมิชชั่นในการขาย ซึ่งปกติเป็นของนักขายของบริษัทผู้จัดจำหน่าย ก็ยกให้เป็นของพนักงานจัดซื้อของบริษัทลูกค้าแทน หากการจัดซื้อมูลค่าไม่สูงดังกล่าวเป็นจำนวนเงินเฉลี่ย 1,000 บาทต่อครั้ง เป็นเงินค่าคอมมิชชั่นให้ผู้จัดซื้อ 10% คิดเป็นเงิน 100 บาท มีการจัดซื้อดังกล่าวอยู่รวมเดือนละ 10,000 บาท คิดเป็นเงิน 1,000 บาทต่อเดือน หรือปีละ 12,000 บาท ทีเดียวนะครับ
วิธีการป้องกัน
• กำหนดให้การจัดซื้อที่มีมูลค่าเกิน 500 บาทต่อครั้ง ต้องผ่านการแจ้งให้ผู้จัดการหรือเจ้าของรับทราบก่อน โดยควรมีใบเสนอราคาของร้านค้าแนบมาให้ดูเสมอ หากเป็นร้านเดิมจ้าวประจำ ผู้บริหารก็จะสังเกตเห็นความผิดปกติ โดยอาจทำการสุ่มโทรไปตรวจสอบราคากับจ้าวอื่นๆด้วยตนเอง ก็จะรู้ว่าร้านประจำนั้นราคาเหมาะสมที่จะซื้อจริงหรือไม่ หรือเป็นร้านที่รู้เห็นเป็นใจกับพนักงานจัดซื้อของตนเองทำให้ต้องซื้อสินค้าราคาสูงกว่าที่อื่นๆอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน แล้วร้านค้าก็จ่ายเงินส่วนต่างให้กับพนักงานจัดซื้อ หากตรวจพบจะได้เปลี่ยนจ้าวแต่เนิ่นๆ
5. การจัดซื้อมูลค่าสูงที่มีการเปรียบเทียบราคา
การจัดซื้อที่มีมูลค่าสูง โดยมีการกำหนดให้เปรียบเทียบราคาจากผู้เสนอราคาไม่น้อยกว่า 3 รายขึ้นไป ดูผิวเผินเหมือนเป็นการป้องกันการรั่วไหลได้ดีวิธีหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมดครับ เพราะผู้จัดซื้อมีโอกาสที่จะขอราคาจาก 3 รายที่รู้เห็นกันเองอยู่แล้ว คือเป็นพวกเดียวกัน หรือฮั้วกันเอง โดยให้เสนอราคามาในชื่อบริษัทที่แตกต่างกัน 3 แห่ง แต่แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มเดียวกัน เสนอให้สูงกว่าหรือเท่ากับราคาทั่วไป 2 แห่ง และให้มี 1 รายที่เสนอในราคาต่ำกว่าสองรายแรกเล็กน้อย ถือว่ามีการเปรียบเทียบราคาตามข้อกำหนดของบริษัทเรียบร้อยแล้ว
แม้แต่การที่ผู้เสนอราคาทั้ง 3 รายไม่รู้จักกัน แต่ผู้จัดซื้อนำราคาของ 2 รายแรกไปบอกให้รายที่ 3 รู้ แล้วให้เสนอราคามาต่ำกว่าเล็กน้อย เพื่อให้ได้คำสั่งซื้อ จากนั้นก็ตกลงค่าตอบแทนให้กับผู้จัดซื้อดังกล่าว
จากนั้นก็ทำการสั่งซื้อจากรายที่เสนอราคาต่ำที่สุด แล้วส่วนต่างค่าคอมมิชชั่นที่ควรเป็นของนักขายของบริษัทผู้ขาย ก็กลายเป็นเงินค่าตอบแทนให้ผู้จัดซื้อของบริษัทลูกค้าไปเป็นที่เรียบร้อย
หากมูลค่าของบริษัทกำหนดว่า การจัดซื้อที่เกิน 10,000 บาทขึ้นไปต้องมีการเปรียบเทียบราคาไม่น้อยกว่า 3 ราย แล้วผู้จัดซื้อทำด้วยวิธีการข้างต้น ได้ค่าตอบแทน 10% คือ 1,000 บาท การจัดซื้อมูลค่า 100,000 บาท ก็ได้ค่าตอบแทน 10,000 บาท ทั้งที่เงินจำนวนดังกล่าวควรจะประหยัดให้บริษัทได้
วิธีการป้องกัน
• ในการจัดซื้อของมูลค่าสูงที่ต้องมีการเปรียบเทียบราคา ควรกำหนดให้จะต้องมีอย่างน้อย 1 บริษัท ที่จะได้รับการติดต่อขอใบเสนอราคาโดยผู้บริหารโดยตรง หรือโดยผู้จัดซื้อคนละคนกันกับคนเดิมที่ทำหน้าที่ประจำอยู่ เพื่อให้เป็นราคาที่ไม่ได้ถูกติดต่อโดยผู้จัดซื้อเพียงคนเดียว เมื่อมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 2 คน การทุจริตจะทำได้ยากขึ้น
• การขอราคาจากบริษัทที่มีผู้บริหารที่รู้จักกันหรือมีสายสัมพันธ์กันมาก่อน เช่น เป็นญาติ เป็นเพื่อน หรือ เป็นคนคุ้นเคยไว้ใจ เป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจ และพนักงานจัดซื้อหรือผู้บริหารมักจะทำอยู่แล้ว เนื่องจากจะได้ต่อรองราคาได้ง่าย เมื่อมีปัญหาก็เรียกหาตัวได้สะดวก แต่ทว่าก็ไม่ควรเป็นเหตุให้ไม่พิจารณาผู้ขายรายอื่นอีกเลย อีกทั้งไม่ควรบอกราคาของคู่แข่งขันให้ทราบเพื่อการแข่งขันราคาที่เป็นธรรม หากราคาแข่งขันได้ บริการดี เงื่อนไขดี ก็ควรซื้อ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องเลือกซื้อจากผู้ขายที่ถูกกว่า ตรงสเปกกว่า เงื่อนไขดีกว่า ถึงแม้จะไม่ใช่คนรู้จักหรือคนสนิทมาก่อนก็ตาม เพราะอย่างน้อยก็ได้เปิดโอกาสให้อย่างยุติธรรมแล้ว
• ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการควรมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับตัวแทนของบริษัทที่เข้ามาเสนอราคา เพื่อให้รู้จักกันและสอบถามถึงเรื่องบริษัทผู้ขาย เพื่อจะได้รู้ข้อมูลคร่าวๆของบริษัทต่างๆเหล่านั้น หากมีความผิดสังเกต เช่น ตัวแทนบริษัทหนึ่งรู้ข้อมูลของอีกบริษัทหนึ่งอย่างละเอียดจนเกินไป รู้แม้กระทั่งอีกบริษัทหนึ่งเสนอราคาแพงกว่าหรือถูกกว่า แสดงว่าพนักงานจัดซื้อของเราคงทำให้ราคารั่วไหลออกไป ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่
ติดต่อฝึกอบรม โดย ทนายมงคล (ทนายความ ,นักบริหาร, วิทยากร) โทร 0817168711
ป้ายกำกับ:
นักธุรกิจต้องรู้...จึงจะรวย
วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554
การตัดสินใจเกี่ยวกับซอฟแวร์โปรแกรมเพื่อการบริหารจัดการ (Business Management Software)
จากประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้ ผมแนะนำได้ว่า มีดีมีเสียคนละอย่าง ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการครับ การจ้างนักพัฒนาซอฟแวร์ หรือ โปรแกรมเมอร์ทำให้นั้น เหมาะสำหรับบริษัทขนาดกลางถึงหนาดใหญ่ ที่มีระบบการทำงานเฉพาะ และ มีความสลับซับซ้อนสูง เป็นระบบแล้ว มีเครื่อง Server ต่อกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์พร้อม แต่ไม่สามารถหาซอฟแวร์โปรแกรมสำเร็จรูปที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบที่จะนำมาใช้กับงานในทุกกลุ่มได้ หรือหากนำมาใช้ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานกันขนานใหญ่ จนอาจก่อปัญหาใหญ่ให้กับการทำงานตามปกติได้ ถ้าเป็นแบบนี้ การจ้างโปรแกรมเมอร์มาเป็นพนักงานบริษัทเพื่อภารกิจพัฒนาซอฟแวร์เพื่อให้เหมาะกับองค์กรของตนโดยเฉพาะ จะดี
ถ้าหากเป็นบริษัทขนาดกลางการทำงานไม่ซับซ้อนเท่าบริษัทขนาดใหญ่ หากไม่ต้องการจ้างโปรแกรมเมอร์ประจำ ก็อาจว่าจ้างซอฟแวร์เฮาส์ (Software House) ที่เชื่อถือได้มาทำการพัฒนาโปรแกรมให้ ซึ่งจะดีหรือไม่ก็จะขึ้นอยู่กับความรู้ ประสบการณ์ และ ความเป็นมืออาชีพของบริษัทซอฟแวร์เฮาส์ ที่ถูกว่าจ้างมา รวมถึงเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาการพัฒนาโปรแกรม
สำหรับธุรกิจ SMEs ผมแนะนำว่าให้ซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปที่เหมาะสมมาใช้เลยจะดีกว่า เพราะส่วนใหญ่แล้วธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดย่อม ความสลับซับซ้อนของระบบงานยังมีไม่มาก หรือไม่ก็ยังไม่มีระบบที่ดี จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำการพัฒนาซอฟแวร์พร้อมกับปรับระบบงานให้เป็นระบบระเบียบเพื่อรองรับการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้งาน เพราะการว่าจ้างซอฟแวร์เฮาส์มาพัฒนาโปรแกรมให้ดูจะแพงเกินไป การจ้างโปรแกรมเมอร์ประจำก็เป็นภาระเงินเดือน แต่เมื่องานเสร็จก็ไม่มีงานอะไรให้ทำต่อมากนัก หรือ โปรแกรมเมอร์ลาออกไปกลางคัน งานก็จะสะดุด การเลือกซื้อซอฟแวร์โปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
วิธีการเลือกซื้อซอฟแวร์โปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้ ควรดูจากฟังก์ชัน หรือ ความสามารถที่ซอฟแวร์ทำได้ว่า สามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้ครบถ้วนหรือไม่ก่อน แล้วดูต่อว่ามีฟังก์ชันเพิ่มเติมอื่นๆอะไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานอะไรบ้างเพื่อรองรับการใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูป หรือว่าในทางกลับกัน ระบบงานส่วนใดดีอยู่แล้ว และต้องการให้โปรแกรมสำเร็จรูปถูกปรับแก้เล็กน้อยโดยบริษัทผู้ขายโปรแกรม เพื่อให้เข้ากับระบบงานเฉพาะส่วนที่ดีอยู่แล้วของตนเอง
การขอปรับแก้โปรแกรมสำเร็จรูปเล็กๆน้อยๆนั้น บริษัทผู้ขายมักจะยินดีทำให้ บางแห่งก็ทำให้ฟรีถ้าเล็กน้อยจริงๆ หรือ คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มตามความเหมาะสม ซึ่งก็ถือว่าดี หากเขามีการดูแลในส่วนนี้ อีกทั้งการใช้ซอฟแวร์โปรแกรมสำเร็จรูป เมื่อมีเวอร์ชั่นใหม่ๆ หรือ ฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาเพิ่มเติมโดยบริษัทผู้ผลิตซอร์ฟแวร์ ก็มักจะมีการอับเกรดให้กับลูกค้าฟรี หรือ จ่ายเพิ่มเล็กน้อย ทำให้เราได้ใช้โปรแกรมที่มีความทันสมัยอยู่เสมอ หากโปรแกรมเมอร์ของเขาลาออกไป เขาก็จะต้องจัดหาคนใหม่ที่ทำงานต่อเนื่องได้มาทดแทน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขา ไม่ใช่ของเรา ทำให้งานเราไม่สะดุด
ดังนั้นสำหรับ SMEs จึงน่าจะเหมาะกับการนำโปรแกรมสำเร็จรูป มาใช้ช่วยงานธุรกิจของตนเอง โดยต้องเลือกให้เป็นว่า จ้าวใดเหมาะสม น่าเชื่อถือ ใช้งานกับธุรกิจของตนเองได้ดี มีการสนับสนุนหลังการขายที่ดี มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้ก็มีรายละเอียดมากพอดูอยู่แล้วครับ
ป้ายกำกับ:
นักธุรกิจต้องรู้...จึงจะรวย
วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554
ความสำคัญการบริการจัดการธุรกิจด้วยระบบข้อมูลเพื่อการบริหาร (Management Information System)
ผู้เขียน : มงคล ตันติสุขุมาล
ในการประกอบธุรกิจนั้น ในสมัยก่อน (ประมาณ 15-20 ปีก่อน) คอมพิวเตอร์ยังเพิ่งจะเริ่มต้น และราคายังสูง ทำให้การบริหารธุรกิจ ต้องมีการบันทึกข้อมูลลงในสมุด (Paper work) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีความยุ่งยากในการสรุปรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่นหากผู้บริหารอยากทราบว่า ปีที่ผ่านมาสินค้าอะไรบ้างที่ขายดี อะไรบ้างที่ขายไม่ดี อะไรบ้างที่ใกล้หมดอายุ ให้ระบุชื่อและจำนวนที่แน่นอน สินค้าที่ขายดีขายดีในช่วงเดือนใดบ้าง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นใคร ชาย หญิง อายุประมาณใด เป็นเด็กเล็กมากับพ่อแม่ เป็นวัยรุ่น เป็นวัยผู้ใหญ่ หรือวัยชรา อย่างละกี่มากน้อย ปีหน้าควรวางแผนธุรกิจอย่างไร
จะเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เสร็จได้ในเวลาเพียงวันสองวัน เพื่อนำมาประกอบการบริหารธุรกิจ
แต่ว่าในปัจจุบันนี้ ข้อมูลเหล่านี้ สามารถเรียกดูได้ภายในเดี๋ยวนั้น ณ เวลาที่ผู้บริหารต้องการดูข้อมูล และจะกำหนดช่วงเวลาใดก็ได้ที่ต้องการ จะปีที่แล้ว สองปีที่แล้ว เดือนที่แล้ว สัปดาห์ที่แล้ว หรือ เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ได้ทั้งนั้น ด้วยความช่วยเหลือของระบบข้อมูล IT (Information Technology)เพื่อบริหารจัดการ อีกทั้งราคายังถูกมากด้วยเมื่อเทียบกับการจ้างพนักงานมารื้อค้นข้อมูลเอกสารย้อนหลังด้วยวิธีการดั้งเดิม
แต่ผมกลับพบว่า ธุรกิจ SMEs จำนวนมาก ที่ยังไม่เห็นความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว ไม่ยอมลงทุน แต่กลับต้องสูญเสียเงินทองมากมายกับการจ้างพนักงานมาทำงานซ้ำซ้อนกัน มาจัดระบบแฟ้มกระดาษ อีกทั้งยังต้องหงุดหงิดกับข้อมูลผิดๆถูกๆ ที่พนักงานหามาให้ ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจผิดพลาด อีกทั้งเกิดช่องทางให้พนักงานที่ไม่ซื่อสัตย์สามารถทุจริต ยักยอกเงิน หรือ สินค้า ไปเข้าตนเองได้ง่าย เพราะการตรวจสอบย้อนหลังทำได้ยาก เข้าทำนอง "เสียน้อยเสียยาก...เสียมากเสียง่าย"
อีกสาเหตุหนึ่งที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุที่เจ้าของกิจการจำนวนมาก โดยเฉพาะที่อายุมากว่า 40 ปี ขึ้นไปไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมบริหารธุรกิจ เพราะหลายท่านไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ไม่รู้ว่ามันจะช่วยงานได้อย่างไร ใช้ไม่เป็น กลัวเสียเงิน ฯลฯ สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ แล้วก็ทำธุรกิจไปวันๆ โดยการลงบัญชีแบบเดิมๆ ตรวจสอบย้อนหลังยาก นำมาประมาลผลสรุปเป็นกราฟ เพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้ยาก พอมีคู่แข่งเกิดขึ้น ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า ดูข้อมูลได้เร็วกว่า ตัดสินใจได้ถูกต้องกว่า จึงทำให้ธุรกิจ SMEs จำนวนมากต้องพ่ายแพ้ และล้มหายตายจากกันไปจากธุรกิจ
ผมจึงอยากแนะนำ และส่งเสริมให้เจ้าของกิจการ เรียนรู้ถึงประโยชน์ ของการใช้คอมพิวเตอร์มาทำฐานข้อมูลทางธุรกิจ ทุกด้าน เช่น ควบคุมสต๊อก ซื้อขายหน้าร้าน ทำบัญชี ทำประวัติพนักงาน ฯลฯ รวมถึง เรื่องอินเตอร์เน็ต ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจออกไปในวงกว้างด้วยต้นทุนต่ำ
ท่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เป็นไร อ่านหนังสือ ฟังสัมนา ไปอบรม ทดลองใช้ ทำซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ เดี๋ยวเข้าใจและทำเป็นเอง ช้าบ้างเร็วบ้าง แล้วแต่กำลังสติปัญญาและ ความพยายามของแต่ละคน แต่ก็ต้องทำ
เพื่อความรวดเร็ว อาจจัดหาที่ปรึกษาหรือ ผู้ที่มีความรู้ในด้านนี้มาช่วยงาน ช่วยธุรกิจของท่าน ไม่ต้องเสียดายเงินครับ เพราะสิ่งที่ท่านได้รับนั้นจะคุ้มค่ามาก มิฉะนั้น ธุรกิจของท่านอาจถึงกาลอวสาน โดยไม่รู้ตัว เพราะลูกค้าทะยอยหายไปอยู่กับคู่แข่งหมด
แต่ถ้าหากท่านให้ความสำคัญกับข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ จะทำให้ธุรกิจของท่านมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ ตัดสินใจทางธุรกิจได้รวดเร็วและถูกต้อง คู่แข่งตามไม่ทัน เงินทองก็จะไหลมาเทมา เงินรั่วไหลน้อยลง กำไรงาม ร่ำรวย นั่นใช่ไหมที่เป็นเป้าหมายทางธุรกิจของท่าน ดังนั้น จงเริ่มเรียนรู้และจัดหา ระบบคอมพิวเตอร์ และ ซอฟแวร์ ด้านการบริหารจัดการ จะทำด้วยต้นเอง หรือ อาจให้ที่ปรึกษามาช่วยวางระบบ และฝึกอบรมคนของท่าน เพื่อให้กิจการท่านรุ่งเรือง ก้าวไกลต่อไปในโลกยุคการแข่งขันไร้พรมแดนอย่างในปัจจุบันนี้
ในการประกอบธุรกิจนั้น ในสมัยก่อน (ประมาณ 15-20 ปีก่อน) คอมพิวเตอร์ยังเพิ่งจะเริ่มต้น และราคายังสูง ทำให้การบริหารธุรกิจ ต้องมีการบันทึกข้อมูลลงในสมุด (Paper work) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีความยุ่งยากในการสรุปรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่นหากผู้บริหารอยากทราบว่า ปีที่ผ่านมาสินค้าอะไรบ้างที่ขายดี อะไรบ้างที่ขายไม่ดี อะไรบ้างที่ใกล้หมดอายุ ให้ระบุชื่อและจำนวนที่แน่นอน สินค้าที่ขายดีขายดีในช่วงเดือนใดบ้าง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นใคร ชาย หญิง อายุประมาณใด เป็นเด็กเล็กมากับพ่อแม่ เป็นวัยรุ่น เป็นวัยผู้ใหญ่ หรือวัยชรา อย่างละกี่มากน้อย ปีหน้าควรวางแผนธุรกิจอย่างไร
จะเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เสร็จได้ในเวลาเพียงวันสองวัน เพื่อนำมาประกอบการบริหารธุรกิจ
แต่ว่าในปัจจุบันนี้ ข้อมูลเหล่านี้ สามารถเรียกดูได้ภายในเดี๋ยวนั้น ณ เวลาที่ผู้บริหารต้องการดูข้อมูล และจะกำหนดช่วงเวลาใดก็ได้ที่ต้องการ จะปีที่แล้ว สองปีที่แล้ว เดือนที่แล้ว สัปดาห์ที่แล้ว หรือ เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ได้ทั้งนั้น ด้วยความช่วยเหลือของระบบข้อมูล IT (Information Technology)เพื่อบริหารจัดการ อีกทั้งราคายังถูกมากด้วยเมื่อเทียบกับการจ้างพนักงานมารื้อค้นข้อมูลเอกสารย้อนหลังด้วยวิธีการดั้งเดิม
แต่ผมกลับพบว่า ธุรกิจ SMEs จำนวนมาก ที่ยังไม่เห็นความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว ไม่ยอมลงทุน แต่กลับต้องสูญเสียเงินทองมากมายกับการจ้างพนักงานมาทำงานซ้ำซ้อนกัน มาจัดระบบแฟ้มกระดาษ อีกทั้งยังต้องหงุดหงิดกับข้อมูลผิดๆถูกๆ ที่พนักงานหามาให้ ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจผิดพลาด อีกทั้งเกิดช่องทางให้พนักงานที่ไม่ซื่อสัตย์สามารถทุจริต ยักยอกเงิน หรือ สินค้า ไปเข้าตนเองได้ง่าย เพราะการตรวจสอบย้อนหลังทำได้ยาก เข้าทำนอง "เสียน้อยเสียยาก...เสียมากเสียง่าย"
อีกสาเหตุหนึ่งที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุที่เจ้าของกิจการจำนวนมาก โดยเฉพาะที่อายุมากว่า 40 ปี ขึ้นไปไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมบริหารธุรกิจ เพราะหลายท่านไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ไม่รู้ว่ามันจะช่วยงานได้อย่างไร ใช้ไม่เป็น กลัวเสียเงิน ฯลฯ สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ แล้วก็ทำธุรกิจไปวันๆ โดยการลงบัญชีแบบเดิมๆ ตรวจสอบย้อนหลังยาก นำมาประมาลผลสรุปเป็นกราฟ เพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้ยาก พอมีคู่แข่งเกิดขึ้น ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า ดูข้อมูลได้เร็วกว่า ตัดสินใจได้ถูกต้องกว่า จึงทำให้ธุรกิจ SMEs จำนวนมากต้องพ่ายแพ้ และล้มหายตายจากกันไปจากธุรกิจ
ผมจึงอยากแนะนำ และส่งเสริมให้เจ้าของกิจการ เรียนรู้ถึงประโยชน์ ของการใช้คอมพิวเตอร์มาทำฐานข้อมูลทางธุรกิจ ทุกด้าน เช่น ควบคุมสต๊อก ซื้อขายหน้าร้าน ทำบัญชี ทำประวัติพนักงาน ฯลฯ รวมถึง เรื่องอินเตอร์เน็ต ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจออกไปในวงกว้างด้วยต้นทุนต่ำ
ท่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เป็นไร อ่านหนังสือ ฟังสัมนา ไปอบรม ทดลองใช้ ทำซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ เดี๋ยวเข้าใจและทำเป็นเอง ช้าบ้างเร็วบ้าง แล้วแต่กำลังสติปัญญาและ ความพยายามของแต่ละคน แต่ก็ต้องทำ
เพื่อความรวดเร็ว อาจจัดหาที่ปรึกษาหรือ ผู้ที่มีความรู้ในด้านนี้มาช่วยงาน ช่วยธุรกิจของท่าน ไม่ต้องเสียดายเงินครับ เพราะสิ่งที่ท่านได้รับนั้นจะคุ้มค่ามาก มิฉะนั้น ธุรกิจของท่านอาจถึงกาลอวสาน โดยไม่รู้ตัว เพราะลูกค้าทะยอยหายไปอยู่กับคู่แข่งหมด
แต่ถ้าหากท่านให้ความสำคัญกับข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ จะทำให้ธุรกิจของท่านมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ ตัดสินใจทางธุรกิจได้รวดเร็วและถูกต้อง คู่แข่งตามไม่ทัน เงินทองก็จะไหลมาเทมา เงินรั่วไหลน้อยลง กำไรงาม ร่ำรวย นั่นใช่ไหมที่เป็นเป้าหมายทางธุรกิจของท่าน ดังนั้น จงเริ่มเรียนรู้และจัดหา ระบบคอมพิวเตอร์ และ ซอฟแวร์ ด้านการบริหารจัดการ จะทำด้วยต้นเอง หรือ อาจให้ที่ปรึกษามาช่วยวางระบบ และฝึกอบรมคนของท่าน เพื่อให้กิจการท่านรุ่งเรือง ก้าวไกลต่อไปในโลกยุคการแข่งขันไร้พรมแดนอย่างในปัจจุบันนี้
ป้ายกำกับ:
นักธุรกิจต้องรู้...จึงจะรวย
วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553
สาระสำคัญของ พรบ ควบคุมอาคาร
พระราชบัญญติควบคุมอาคาร มีรายละเอียดดังนี้
กฎกระทรวง พ.ศ.2548 กำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบด้านวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรม ทำการตรวจสอบสภาพอาคาร โครงสร้างของอาคาร ระบบและอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 32 ทวิ แห่ง พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 รวม 9 ประเภท ได้แก่
1. อาคารสูง (สูงกว่า 23 เมตรขึ้นไป)
2. อาคารขนาดใหญ่พิเศษ (พื้นที่อาคารมากกว่า 10000 ตารางเมตรขึ้นไป)
3. อาคารชุมนุมคน (ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป)
4. โรงมหรสพ
5. โรงแรม ที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป
6. สถานบริการ ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตารางเมตรขึ้นไป
7. อาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวม ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2000 ตารางเมตรขึ้นไป
8. อาคารโรงงานที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้นและมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 5000 ตารางเมตรขึ้นไป
9. ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดหรือตั้งป้ายที่สูงจากพื้นดิน 15 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป หรือป้ายที่ติดหรือตั้งบนหลังคาหรือดาดฟ้าของอาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 25 ตารางเมตรขึ้นไป
* ทั้งนี้ อาคารทั้ง 9 ประเภท ต้องถูกตรวจสอบและส่งรายงานการตรวจสอบก่อนวันที่ 29 ธันวาคม 2550
สำหรับอาคารชุดและอาคารอยู่อาศัยรวมที่ไม่เข้าข่ายเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษจะได้รับการผ่อนผันเรื่องกำหนดเวลาการตรวจสอบคือ
1. กรณีที่มีพื้นที่อาคารรวมกันในหลังเดียวกันไม่เกิน 5,000 ตารางเมตร ให้ทำการตรวจสอบและส่งผลการตรวจสอบก่อนวันที่ 25 ตุลาคม 2555
2. กรณีที่มีพื้นที่อาคารรวมกันในหลังเดียวกันเกิน 5,000 ตารางเมตร ให้ทำการตรวจสอบและส่งผลการตรวจสอบก่อนวันที่ 25 ตุลาคม 2553
ซึ่งการตรวจสอบจะต้องกระทำโดย “ผู้ตรวจสอบอาคาร” ที่ได้รับอนุญาตและขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยจะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสภาพการใช้งานและความปลอดภัยเป็นหลัก การตรวจสอบอาคารและอุปกรณ์ประกอบของอาคารแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. การตรวจสอบใหญ่ ให้กระทำทุกระยะ 5 ปี
2. การตรวจสอบประจำปี ให้กระทำในช่วงปีระหว่างการตรวจสอบใหญ่เป็นประจำทุกปี
ซึ่งท่านเจ้าของอาคารข้างต้น หรือ นิติบุคคลอาคารชุด หรือ เจ้าของป้ายขนาดใหญ่ ต้องส่งรายงานการตรวจสอบที่ออกให้โดยผู้ตรวจสอบอาคาร แก่เทศบาลท้องถิ่น ก่อนวันที่ 25 ตุลาคม ของทุกปีตามกฎหมาย
ป้ายกำกับ:
ความรู้ทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553
7 ELEVEN ร้านสะดวกซื้อเบอร์หนึ่งที่ยังไร้คู่แข่ง
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า กว่าจะเป็น ..กว่าจะถึงซึ่งความสำเร็จในวันนี้ มีที่มาอย่างไร
แท้จริงแล้ว “เซเว่นอีเลฟเว่น” เป็นธุรกิจแฟรนไชส์สัญชาติอเมริกัน ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจในเมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2470 ในชื่อ บริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์(เซาแลนด์ คอร์ปอเรชั่น) ก่อนหน้าที่จะดำเนินธุรกิจค้าปลีก บริษัทแห่งนี้เริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆที่จำหน่ายน้ำแข็งในพ.ศ.2470 ก่อนที่จะขยายกิจการโดยนำสินค้าอุปโภคบริโภค ประเภท นม ขนมปังและไข่ เข้ามาจำหน่ายในร้านด้วย โดยเปลี่ยนชื่อร้านเป็น โทเท็ม สโตร์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกอย่างแท้จริง
เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกพื้นที่ทั่วโลกจาก โทเท็ม สโตร์ ในปี2489 ร้านจำหน่ายของอุปโภคบริโภคแห่งนี้ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น เซเว่นอีเลฟเว่น เป็น เซเว่นอีเฟลเว่นเดียวกับที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันในปัจจุบัน อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อร้าน
“จริงๆแล้วเซเว่นอีเลฟเว่นสื่อความหมายถึงเวลาปิดเปิดในขณะนั้น ที่สื่อความหมายถึงเวลาปิด-เปิด คือ 7.00am-11.00pmทุกวันตลอดสัปดาห์ และจนกลายเป็นที่ติดปากและใช้มาจนปัจจุบันทั้งๆที่ร้านได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นร้านค้าที่เปิดให้บริการถึง24 ชั่วโมงต่อวันแต่ก็ยังคงใช้ชื่อนี้อยู่”
หากจะพูดถึงเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนที่ทำให้ “เซเว่นอีเฟเว่น” ได้รับความนิยม ที่โดเด่นที่สุดน่าจะเป็นการเปิดให้24 ชั่วโมงที่ทำให้ ร้านสะดวกซื้อรายนี้ แตกต่างและโดดเด่นเหนือคู่แข่งอื่นๆในขณะนั้น และกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่เหมือนๆกันทั้ง24,000สาขาทั่วโลก และกลายเป็นสัญลักษณ์และความเฉพาะตัวของร้านสะดวกซื้อที่มีมาตรฐานทั้งในเรื่องสินค้า บริการและอาหาร ที่สอดคล้องและตรงตามความต้องการของวิถีชีวิตผู้บริโภค เช่นเดียวกับในไทยที่หลังจาก “เครือเจริญโภคภัณท์” ได้เริ่มต้นตำนานเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย เป็นครั้งแรกในปี2532 เมื่อเปิดร้านเซเว่นอีเลฟเว่นสาขาแรกของประเทศไทยบนถนนพัฒนพงศ์ กรุงเทพ เมื่อวันที่1 มิถุนายน2532 ภายหลังจากเซ็นสัญญาซื้อสิทธิประกอบกิจการค้าปลีกมาจากบริษัทเซาแลนด์คอร์เปอเรชั่นหรือ เซเว่นอิงค์ในปัจจุบัน
กว่า 17 ปี เซเว่นอีเลฟเว่นในไทยได้ขยายสาขาแบบก้าวกระโดดไปสู่ทั่วทุกชุมชนในประเทศไทย โดยมีรูปแบบการลงทุนทั้งในรูปแบบ บริษัทลงทุนเองและการขยายการลงทุนด้วย ระบบแฟรนไชส์โดยการลงทุนอย่างหลังบริษัทจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจอย่างใกล้ชิดภายใต้ระบบการบริหารที่ทันสมัย
ด้วยความสำเร็จอาจจะทำให้คนจำนวนมากเข้าใจว่าการลงทุนในธุรกิจนี้ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่ในความเป็นจริงการลงทุนของ เซเว่นอีเฟเว่น นั้นใช่เงินลงทุนไม่มากนักเมื่อเทียบกับแฟรนไชส์แบรนด์ดังอื่นๆ
รูปแบบของแฟรนไชส์ที่ผู้สนใจสามารถลงทุนแบ่งออกเป็น TYPE B และTYPE C โดย TYPE B ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า เพียง1.5ล้านบาทโดยเสียค่าสิทธิแรกเข้า ค่าดำเนินการโอนร้าน และค่าดำเนินการอื่นๆรวม 500,000บาท และเงินสดค้ำประกันซึ่งจะได้รับคืนพร้อมดอกเบี้ย จำนวน1 ล้านบาท และTYPE C ใช้เงินลงทุนรวม 2,400,000บาท ค่าสิทธิแรกเข้า ค่าสิทธิในการบริหารร้านและค่าดำเนินการอื่นๆรวม1.5ล้านบาทและเงินสดค้ำประกันอีก900,000บาท สำหรับผลตอบแทนนั้นจะแตกต่างกันตรงที่ ประเภทแรก แฟรนไชส์ซีจะได้
ผลตอบแทนจากการบริหารร้าน รายได้จากผลกำไรของงานในร้านและหากสามารถเพิ่มผลกำไรจากที่บริษัทเป้าที่บริษัทเคยทำไว้จะได้รับเงินพิเศษเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเภทที่2 จะได้รับผลตอบแทนจากกำไร ในสัดส่วนระหว่างแฟรนไชส์ซีกับบริษัทในสัดส่วน54%และ46% อย่างไรก็ตามความน่าสนใจของ “เซเว่นอีเลฟเว่น”ไม่ได้อยู่แต่เพียงการลงทุนที่ไม่สูงนัก ทิศทางการขยายงานและก้าวต่อไปยังน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยมีความพยายามในการปรับและพัฒนารูปแบบร้านสะดวกซื้อในแบบฉบับเซ่เว่นฯ ให้สามารถสนองตอบไลฟสไตล์คนได้มากขึ้น โดยขยายพื้นที่รูปแบบร้านเดิมที่มีอยู่ออกไปทั้งในส่วนของร้านหนังสือ และเบเกอรี่
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ปรากฎให้เห็นในหลายสาขามีร้านหนังสือ Book Smile ที่อยู่ติดกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งเป็นอีกธุรกิจ ที่สามารถต่อเชื่อมการลงทุนเข้าด้วยกันได้ นอกจากนี้แผนในอนาคตเตรียมต่อเชื่อมห้องที่ 3 สำหรับธุรกิจเบเกอรี่เต็มรูปแบบ หลังได้วางสินค้าชิมลางยอดขายในร้านสาขาสร้างรายได้อย่างดีมาแล้ว จากแนวทางการขยายธุรกิจดังกล่าว มาจากการสำรวจพฤติกรรม โดยเฉพาะคนเมือง พบว่าสินค้าที่เป็นที่ต้องการในร้านสะดวกซื้อคืออาหาร เบเกอรี่และหนังสือ และนี่เป็นกรณีศึกษาของธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในห้วงเวลานี้และเชื่อเหลือเกินว่า เซเว่นอีเลฟเว่น ก็ยังจะคงความเป็นเบอร์หนึ่ง ที่ยังไร้คู่แข่งอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน
เงื่อนไขการลงทุนเปิดร้านเซเว่นอีเลฟเว่น
แฟรนไชส์ TYPE B
ส่วนที่ 1
- ค่าสิทธิแรกเข้า 350,000 บาท
- ค่าดำเนินการโอนร้าน 100,000 บาท
- ค่าดำเนินการอื่น ๆ 50,000 บาท
รวม 500,000 บาท
ส่วนที่ 2
- เงินสดค้ำประกัน 1,000,000 บาท
ได้รับคืนพร้อมดอกเบี้ย (ตามอัจราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารกรุงเทพ จำกัด ณ วันที่ 1 ม.ค. ทุกปี)
รวมเงินลงทุน 1,500,000 บาท
แฟรนไชส์ TYPE C
ส่วนที่ 1
- ค่าสิทธิแรกเข้า 500,000 บาท
- ค่าดำเนินการโอนร้าน 900,000 บาท
- ค่าดำเนินการอื่น ๆ 100,000 บาท
รวม 1,500,000 บาท
ส่วนที่ 2
- เงินสดค้ำประกัน 900,000 บาท
ได้รับคืนพร้อมดอกเบี้ย (ตามอัจราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารกรุงเทพ จำกัด ณ วันที่ 1 ม.ค. ทุกปี)
รวมเงินลงทุน 2,400,000 บาท
อ้างอิงจาก: Franchise Vision เรื่องโดย: กองบรรณาธิการ
ป้ายกำกับ:
ความรู้ทั่วไป
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ประวัติวิทยากร อ.มงคล ตันติสุขุมาล
ประวัติวิทยากร
มงคล ตันติสุขุมาล
[MBA.,BBA.(Marketing),B.Eng.(EE.),LLB.,BA.(English)]
[Certified: Business English,Digital Marketing,Web Dev.,AI,
PDPA,Spa,Tourist Guide,etc.]
มงคล ตันติสุขุมาล
[MBA.,BBA.(Marketing),B.Eng.(EE.),LLB.,BA.(English)]
[Certified: Business English,Digital Marketing,Web Dev.,AI,
PDPA,Spa,Tourist Guide,etc.]
วิทยากร 5 ปริญญา บริการฝึกอบรม ธุรกิจ การเจรจาต่อรอง
การตลาด การขาย การพูดในที่ชุมชน แผนธุรกิจ การทำงานเป็นทีม
การจัดการความขัดแย้ง การสอนงาน การตลาดดิจิทัล AI กฎหมาย
การจัดการความขัดแย้ง การสอนงาน การตลาดดิจิทัล AI กฎหมาย
การศึกษา
- บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA.)
- ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมไฟฟ้า)
- ปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต
- ปริญญาตรี บริหารธุรกิจ (การตลาด)
- ปริญญาตรี ศิลปศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ)
- ประกาศนียบัตร วิชาภาษาอังกฤษเฉพาะอาชีพ (ธุรกิจ)
- ประกาศนียบัตร Micro-MBA: ยุทธศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ
- ประกาศนียบัตร นักพัฒนาเว็บไซต์ (Web Builder and Design)
- ประกาศนียบัตร การตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Ecommerce)
- ประกาศนียบัตร มัคคุเทศก์ทั่วไป (ภาษาอังกฤษ)
- ประกาศนียบัตร ผู้ให้บริการสปาเพื่อสุขภาพ (Spa Therapist)
- ประกาศนียบัตร การฝึกพูดตามหลักสูตรและแนวการฝึกพูดสากล Toastmaster International, USA. (12 รางวัลนักพูดดีเด่น)
คุณวุฒิ อื่นๆ
- ใบอนุญาตเป็น “ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (ก.ว.)”
- ใบอนุญาตเป็น "ทนายความ (Attorney at Law License)"
- ใบรับรอง “ผู้ดำเนินการสปาเพื่อสุขภาพ (Spa Manager)”
- ใบอนุญาตเป็น “มัคคุเทศก์ทั่วไป (Tourist Guide License)”
- ขึ้นทะเบียนเป็น "ที่ปรึกษาอิสระ"
ประสบการณ์ทำงาน
- ทนายความ (Attorney at Law)
- ผู้จัดการทั่วไป (General Manager)
- อาจารย์พิเศษ/ภาควิชาการตลาด (Lecturer / Marketing)
- อาจารย์พิเศษ/ภาควิชาวิทยาการจัดการ (Lecturer / Management)
- ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด (Marketing Specialist)
- วิศวกรโครงการ (Project Engineer)
- วิศวกรระบบ (System Engineer)
* ประสบการณ์การเป็นวิทยากรฝึกอบรมกว่า 20 ปี ให้องค์กรต่างๆ
ปัจจุบัน: วิทยากร, ทนายความ, ที่ปรึกษาธุรกิจและกฎหมาย
หัวข้อบรรยาย ฝึกอบรม
- การเจรจาต่อรองทางธุรกิจ (Business Negotiation)
- ศิลปะการพูดในที่ชุมชน (Art of Public Speaking)
- การทำงานเป็นทีมและการจัดการความขัดแย้ง (Teamwork and Conflict Management)
- กลยุทธ์การตลาดยุคใหม่ (Modern Marketing Strategies)
- พื้นฐานธุรกิจ SMEs อยากรวยต้องรู้ (Basic Business Concept for SMEs)
- การจัดทำแผนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Business Plan)
- พัฒนาศักยภาพ ปลุกพลังสู่จุดสูงสุดด้วย NLP (Neuro-Linguistic Programming)
- การคิดเชิงบวก (Positive Thinking)
- ศิลปะการขาย (Art of Selling)
- การสร้างแรงจูงใจเพื่อความสำเร็จในงานขาย (Motivation for Sales)
- การพูดจูงใจสำหรับผู้นำ (Convincing Techniques for Leadership)
- เทคนิคการนำเสนออย่างมืออาชีพ (Professional Presentation Technique)
- เทคนิคการเป็นวิทยากร, เทคนิคการสอนงาน (Train the Trainer)
- การใช้ AI เพื่อธุรกิจ (Artificial Intelligence for Business)
- Microsoft Power BI
- ศิลปะการเขียนและการตอบคำถามในสื่อออนไลน์ (Art of Online Media Writing and Answer)
- กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA: Personal Data Protection Acts)
ประสบการณ์การเป็นวิทยากรฝึกอบรมกว่า 20 ปี ให้องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และ เอกชน
* ให้บริการ วิทยากร ฝึกอบรมสัมมนา ที่ปรึกษาธุรกิจ และกฎหมาย ทั่วประเทศไทย
* ติดต่อวิทยากรฝึกอบรมสัมมนา: LineOA= @zru5884r
***************
ป้ายกำกับ:
ประวัติวิทยากร,
วิทยากร ฝึกอบรม สัมมนา บรรยาย
วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553
การบริหารจัดการองค์กร
ผู้เขียน : มงคล ตันติสุขุมาล
องค์กรที่ดีควรจะมี โครงสร้างที่ชัดเจนว่ามีตำแหน่งอะไรบ้าง มีสายการบังคับบัญชากันอย่างไร มี Job Description หรือคำบรรยายลักษณะงานในแต่ละตำแหน่งอย่างไร มีอำนาจหน้าที่ และ ความรับผิดชอบอะไรบ้าง
ในองค์กรขนาดเล็กหลายแห่งมักจะมีการแบ่งหน้าที่ไม่ชัดเจนโดยเจ้าของกิจการมักบอกว่า “ให้ช่วยๆกัน” หลักการนี้ดี แต่มีปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะหน้าที่ที่เฉพาะเจาะจง เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายผลิต เป็นต้น หากคนที่จัดซื้อ ไปช่วยๆกันทำบัญชีเอง อาจมีการหมกเม็ดปลอมแปลงเอกสารเกิดขึ้นได้ หรือ ให้ฝ่ายขายทำหน้าที่จัดซื้อซะเอง อาจทำให้รู้ราคาต้นทุน แล้วมีการตั้งราคาที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
งานส่วนสำคัญเฉพาะทางจึงต้องมีการระบุหน้าที่และความรับผิดชอบให้ชัดเจน ส่วนงานที่ทับซ้อนกัน จึงค่อยขอให้ช่วยๆกันดูแล เช่น งานเกี่ยวกับการดูแลความสะอาดทั่วไปในพื้นที่ต้อนรับลูกค้า ใครเห็นเศษขยะตกอยู่ ก็น่าจะช่วยๆกันเก็บทิ้ง อย่าหาว่าธุระไม่ใช่ ปล่อยเป็นหน้าที่ของคนทำความสะอาด หรือ เห็นลูกค้าเดินเข้ามา แต่พนักงานต้อนรับไม่อยู่ ฝ่ายอื่นๆที่อยู่ในสำนักงานก็ควรเข้าไปทักทายถามไถ่ลูกค้า ไม่ใช่คิดว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายต้อนรับไม่ใช่ฉันซึ่งอยู่ฝ่ายบัญชี หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น 3-4 ครั้งแล้ว ไม่มีผู้รับสาย แสดงว่า พนักงานโอเปอเรเตอร์ ไม่อยู่ คนอื่นๆที่ได้ยินเสียงก็ควรรับสาย และรับเรื่องที่โทรมาแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบต่อไป เป็นต้น อย่างนี้จึงจะเรียกได้ว่า “ช่วยๆกัน” ในเรื่องที่ควรช่วย
แต่งานในหน้าที่หลักภายในต้อง “ของใครของมัน” แยกแยะให้ชัดเจนว่า งานใดเป็นงานจำเพาะต้องรับผิดชอบเอง งานใดเป็นงานทั่วไปที่ควรช่วยกัน อย่างนี้ พนักงานก็จะไม่สับสน มิฉะนั้น บางคนจะคิดไปว่า “ไม่ช่วยก็หาว่าแล้งน้ำใจ เข้าไปช่วยทำก็หาว่าก้าวก่าย” จนขัดแย้งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน สุดท้ายอึดอัดอยู่ไม่ได้ลาออกไป ทำให้สูญเสียบุคลากรไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น
เมื่อโครงสร้างองค์กรมีความชัดเจน มีหน้าที่ระบุไว้ว่าแต่ละตำแหน่งทำอะไร รับผิดชอบอะไร แล้วเรื่องอะไรที่ควรช่วยๆกันทำ แล้วก็จะต้องให้ “อำนาจ” ด้วยครับ เพราะอำนาจคู่กับหน้าที่ ถ้าให้หน้าที่ แต่ไม่ให้ “อำนาจ” ที่เหมาะสมแก่หน้าที่นั้นๆ การทำงานก็เป็นไปไม่ได้ ฝ่ายจัดซื้อมีหน้าที่ต้องจัดซื้อวัตถุดิบ สินค้า และบริการต่างๆที่เกี่ยวข้อง กำหนดขั้นตอนว่าระเบียบการจัดซื้อมีอย่างไร แล้วให้อำนาจว่า สามารถตัดสินใจสั่งซื้อได้ด้วยตนเองภายในวงเงินเท่าไหร่ เมื่อเกินวงเงินในอำนาจจึงค่อยส่งต่อให้ผู้บังคับบัญชาในองค์กรทำการอนุมัติ อย่างนี้เป็นต้น หรือ หากจ้างผู้จัดการฝ่ายเข้ามาให้ทำ “หน้าที่” บริหารจัดการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องให้ “อำนาจ” ในการตัดสินใจ รื้อ ลด ปลด ย้าย ประเมินผล ให้คุณให้โทษพนักงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้จัดการฝ่ายคนนั้นอย่างเต็มที่ด้วย ไม่ใช่ให้หน้าที่ แต่ห้ามให้คุณให้โทษใครในสายงานบังคับบัญชา แบบนี้จะไปทำงานกันได้อย่างไรกัน เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาก็รู้ว่าผู้จัดการฝ่ายคนนั้น ไม่มีอำนาจใดๆ จึงไม่เชื่อฟัง การงานก็จะติดขัด ไม่ราบรื่น ทำงานไม่ได้ แบบนี้จะโทษว่าผู้จัดการฝ่ายคนนั้นไม่เก่งก็ไม่ได้ เพราะดันมอบหน้าที่ให้ทำ แต่ไม่ให้อำนาจใดๆ ผมจึงต้องเน้นย้ำครับว่า เมื่อมอบหมาย “หน้าที่” ก็ต้องให้ “อำนาจ” ที่เหมาะสมด้วยงานจึงจะเดินไปได้อย่างราบรื่น
อำนาจในการบริหาร และ อำนาจในการตัดสินใจ จึงต้องระบุให้ชัดเจน มิฉะนั้น จะเกิดปัญหาลักษณะที่ว่า “รอรับคำสั่งก็หาว่าไม่มีสมองคิดเอง เมื่อคิดเองทำเองก็หาว่าอวดดีทำเกินอำนาจหน้าที่” สุดท้ายสับสน ลาออกดีกว่า บริษัทก็สูญเสียคนไปเพราะระบบไม่ดี ไม่ใช่คนไม่ดี
เมื่อให้ “อำนาจ และ หน้าที่” แก่ตำแหน่งต่างๆแล้ว สำคัญคือ เจ้าของกิจการ หรือ ผู้บริหารสูงสุด ต้องไม่เข้าไปแทรกแทรง ล้วงลูก หรือสั่งงานข้ามหัว การทำงานในสายงานบังคับบัญชาโดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดความสับสนของผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ให้ฟังใครกันแน่ ยิ่งหากแนวทางของเจ้าของกิจการ กับของผู้จัดการฝ่ายไม่ชัดเจน หรือต่างกัน ผู้ปฏิบัติงานจะยิ่งงงกันว่าทำตามใครดี อีกทั้งหากสั่งข้ามหัว ผู้จัดการฝ่ายอาจไม่ได้รับรู้และไม่สามารถรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเพราะไม่รู้มาก่อนว่าลูกน้องของตนเองถูกสั่งงานอะไรมา จึงไม่สามารถจัดสรรระยะเวลาทำงาน เป้าหมาย และการคาดหวังผลลัพธ์ ดีไม่ดีจะพาลโกรธคนที่สั่งงานข้ามหัวกันไปมา สุดท้ายเมื่อตนเองไม่ได้รับความสำคัญตามลำดับที่เหมาะสมก็ต้องลาออกไป บริษัทก็สูญเสียผู้จัดการฝ่ายคนเก่งไปโดยไม่จำเป็น ดังนั้น การสั่งงานควรสั่งงานลงมาตามลำดับการบังคับบัญชา โดยมีการพูดจาตกลงกันให้เรียบร้อยในระดับบริหารตามลำดับ ก่อนส่งคำสั่งมาสู่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง แล้วให้หัวหน้าของแต่ละลำดับ ดูแลงานตาม อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบครับ
เว้นแต่หากเป็นกรณีเร่งด่วน ฉุกเฉิน ไม่เจอตัวผู้จัดการฝ่าย ทำให้เจ้าของต้องสั่งงานผู้ปฏิบัติงานโดยตรง แบบนี้เมื่อเสร็จแล้วก็ต้องหาโอกาสแจ้งให้หัวหน้าเขาทราบเรื่องด้วย จึงจะดีที่สุดครับ
เรื่องของคนในองค์กรธุรกิจ มักมีเรื่องวุ่นๆไม่รู้จบ เนื่องจากแต่ละคนก็มาจากคนละแห่ง พื้นเพแตกต่างกัน ความคิด ทัศนคติแตกต่างกัน จึงมีปัญหาการเมืองในองค์กรตามมาได้ แต่เจ้าของกิจการจะทำอย่างไรให้เรื่องนี้มีน้อยที่สุด
ผมแนะนำครับว่า ตั้งแต่การคัดเลือกคนเข้าทำงานแล้ว ว่านอกเหนือจากความสามารถตามหน้าที่แล้ว ต้องวัดที่เรื่องทัศนคติด้วย หาคนที่พื้นฐานมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน แต่ถึงกระนั้นเมื่อทำงานแล้วความขัดแย้งก็อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา เจ้าของกิจการควรจัดให้มีกิจกรรมร่วมกันนอกจากเรื่องงาน เช่น งานเลี้ยงวันเกิดให้แก่พนักงานทุกคน เดือนละครั้งตามเดือนเกิดของพนักงาน ให้เพื่อนพนักงานกล่าวอวยพรเพื่อนด้วยกัน หรือ รวมกันไปเยี่ยมไข้พนักงานที่เจ็บป่วยเกิน 3 วันติดกัน หรือ รวมเงินลงขันกันเป็นเจ้าภาพจัดงานศพให้พนักงานที่มีญาติสนิทเสียชีวิต เป็นต้น พนักงานก็จะรู้สึกผูกพันกัน แสดงความปรารถนาดีต่อกันและกัน เป็นต้น คือ หาโอกาสให้พนักงานได้ผูกพัน พูดคุย เห็นใจ ชื่นชม ยินดี ยกย่อง ซึ่งกันและกัน อันจะนำมาซึ่งความรักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่ใช่เน้นแต่ ทำงาน ทำงาน เอาผลงาน ไม่สนใจมิตรภาพ
บรรยากาศของสถานที่ทำงานก็เช่นกัน ต้องเย็นสบาย สว่าง สงบ เหมาะสมกับประเภทของงาน ทำให้อารมณ์ไม่ตึงเครียดจากสิ่งแวดล้อม การทำงานก็จะราบรื่นขึ้น อย่าเห็นว่าเป็นพนักงาน ไม่สำคัญเท่าลูกค้า พื้นที่ของลูกค้าทำซะหรูหราอลังการ แต่ส่วนของพนักงานปล่อยตามมีตามเกิด คับแคบ อึดอัด มืดสลัว ไม่น่าดู เพราะหากพนักงานของคุณไม่มีความสุขกับบรรยากาศของการทำงาน เขาจะดูแลลูกค้าให้มีความสุขได้อย่างไร จริงไหมครับ
ผู้บริหาร ควรมีนโยบาย “เปิดประตู” คือ อนุญาตให้พนักงานสามารถติดต่อพูดคุยกับผู้บริหารได้โดยง่าย อันจะทำให้การทำงานราบรื่น ไม่ใช่มีเข้าพบผู้บริหารยากเหลือเกิน หากมีเรื่องที่ต้องการการตัดสินใจเร่งด่วนก็จะทำให้เสียงานเสียการไปโดยใช่เหตุ
อีกทั้งควรมี “ตู้รับฟังความคิดเห็น” ทั้งในส่วนของลูกค้า และในส่วนของพนักงาน อนุญาตให้ผู้เกี่ยวข้องเสนอความคิดเห็นได้เต็มที่ ในด้านลูกค้าหากมีความต้องการหรือปัญหาก็จะได้ตอบสนองหรือปรับปรุงแก้ไขได้ ในด้านของพนักงาน หากมีความอัดอั้นตันใจ หรือ อยากเสนอไอเดียใหม่ๆก็จะได้ทำได้เต็มที่ หากแนวคิดที่เสนอได้รับการยอมรับจากผู้บริหารระดับสูงจนนำไปสู่การปฏิบัติก็จะมีรางวัลให้แก่เจ้าของความคิด อย่างนี้ก็จะทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในความเป็นไปขององค์กร เขาก็จะรักและอยากพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป
องค์กรที่ดีควรจะมี โครงสร้างที่ชัดเจนว่ามีตำแหน่งอะไรบ้าง มีสายการบังคับบัญชากันอย่างไร มี Job Description หรือคำบรรยายลักษณะงานในแต่ละตำแหน่งอย่างไร มีอำนาจหน้าที่ และ ความรับผิดชอบอะไรบ้าง
ในองค์กรขนาดเล็กหลายแห่งมักจะมีการแบ่งหน้าที่ไม่ชัดเจนโดยเจ้าของกิจการมักบอกว่า “ให้ช่วยๆกัน” หลักการนี้ดี แต่มีปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะหน้าที่ที่เฉพาะเจาะจง เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายผลิต เป็นต้น หากคนที่จัดซื้อ ไปช่วยๆกันทำบัญชีเอง อาจมีการหมกเม็ดปลอมแปลงเอกสารเกิดขึ้นได้ หรือ ให้ฝ่ายขายทำหน้าที่จัดซื้อซะเอง อาจทำให้รู้ราคาต้นทุน แล้วมีการตั้งราคาที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
งานส่วนสำคัญเฉพาะทางจึงต้องมีการระบุหน้าที่และความรับผิดชอบให้ชัดเจน ส่วนงานที่ทับซ้อนกัน จึงค่อยขอให้ช่วยๆกันดูแล เช่น งานเกี่ยวกับการดูแลความสะอาดทั่วไปในพื้นที่ต้อนรับลูกค้า ใครเห็นเศษขยะตกอยู่ ก็น่าจะช่วยๆกันเก็บทิ้ง อย่าหาว่าธุระไม่ใช่ ปล่อยเป็นหน้าที่ของคนทำความสะอาด หรือ เห็นลูกค้าเดินเข้ามา แต่พนักงานต้อนรับไม่อยู่ ฝ่ายอื่นๆที่อยู่ในสำนักงานก็ควรเข้าไปทักทายถามไถ่ลูกค้า ไม่ใช่คิดว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายต้อนรับไม่ใช่ฉันซึ่งอยู่ฝ่ายบัญชี หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น 3-4 ครั้งแล้ว ไม่มีผู้รับสาย แสดงว่า พนักงานโอเปอเรเตอร์ ไม่อยู่ คนอื่นๆที่ได้ยินเสียงก็ควรรับสาย และรับเรื่องที่โทรมาแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบต่อไป เป็นต้น อย่างนี้จึงจะเรียกได้ว่า “ช่วยๆกัน” ในเรื่องที่ควรช่วย
แต่งานในหน้าที่หลักภายในต้อง “ของใครของมัน” แยกแยะให้ชัดเจนว่า งานใดเป็นงานจำเพาะต้องรับผิดชอบเอง งานใดเป็นงานทั่วไปที่ควรช่วยกัน อย่างนี้ พนักงานก็จะไม่สับสน มิฉะนั้น บางคนจะคิดไปว่า “ไม่ช่วยก็หาว่าแล้งน้ำใจ เข้าไปช่วยทำก็หาว่าก้าวก่าย” จนขัดแย้งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน สุดท้ายอึดอัดอยู่ไม่ได้ลาออกไป ทำให้สูญเสียบุคลากรไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น
เมื่อโครงสร้างองค์กรมีความชัดเจน มีหน้าที่ระบุไว้ว่าแต่ละตำแหน่งทำอะไร รับผิดชอบอะไร แล้วเรื่องอะไรที่ควรช่วยๆกันทำ แล้วก็จะต้องให้ “อำนาจ” ด้วยครับ เพราะอำนาจคู่กับหน้าที่ ถ้าให้หน้าที่ แต่ไม่ให้ “อำนาจ” ที่เหมาะสมแก่หน้าที่นั้นๆ การทำงานก็เป็นไปไม่ได้ ฝ่ายจัดซื้อมีหน้าที่ต้องจัดซื้อวัตถุดิบ สินค้า และบริการต่างๆที่เกี่ยวข้อง กำหนดขั้นตอนว่าระเบียบการจัดซื้อมีอย่างไร แล้วให้อำนาจว่า สามารถตัดสินใจสั่งซื้อได้ด้วยตนเองภายในวงเงินเท่าไหร่ เมื่อเกินวงเงินในอำนาจจึงค่อยส่งต่อให้ผู้บังคับบัญชาในองค์กรทำการอนุมัติ อย่างนี้เป็นต้น หรือ หากจ้างผู้จัดการฝ่ายเข้ามาให้ทำ “หน้าที่” บริหารจัดการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องให้ “อำนาจ” ในการตัดสินใจ รื้อ ลด ปลด ย้าย ประเมินผล ให้คุณให้โทษพนักงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้จัดการฝ่ายคนนั้นอย่างเต็มที่ด้วย ไม่ใช่ให้หน้าที่ แต่ห้ามให้คุณให้โทษใครในสายงานบังคับบัญชา แบบนี้จะไปทำงานกันได้อย่างไรกัน เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาก็รู้ว่าผู้จัดการฝ่ายคนนั้น ไม่มีอำนาจใดๆ จึงไม่เชื่อฟัง การงานก็จะติดขัด ไม่ราบรื่น ทำงานไม่ได้ แบบนี้จะโทษว่าผู้จัดการฝ่ายคนนั้นไม่เก่งก็ไม่ได้ เพราะดันมอบหน้าที่ให้ทำ แต่ไม่ให้อำนาจใดๆ ผมจึงต้องเน้นย้ำครับว่า เมื่อมอบหมาย “หน้าที่” ก็ต้องให้ “อำนาจ” ที่เหมาะสมด้วยงานจึงจะเดินไปได้อย่างราบรื่น
อำนาจในการบริหาร และ อำนาจในการตัดสินใจ จึงต้องระบุให้ชัดเจน มิฉะนั้น จะเกิดปัญหาลักษณะที่ว่า “รอรับคำสั่งก็หาว่าไม่มีสมองคิดเอง เมื่อคิดเองทำเองก็หาว่าอวดดีทำเกินอำนาจหน้าที่” สุดท้ายสับสน ลาออกดีกว่า บริษัทก็สูญเสียคนไปเพราะระบบไม่ดี ไม่ใช่คนไม่ดี
เมื่อให้ “อำนาจ และ หน้าที่” แก่ตำแหน่งต่างๆแล้ว สำคัญคือ เจ้าของกิจการ หรือ ผู้บริหารสูงสุด ต้องไม่เข้าไปแทรกแทรง ล้วงลูก หรือสั่งงานข้ามหัว การทำงานในสายงานบังคับบัญชาโดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดความสับสนของผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ให้ฟังใครกันแน่ ยิ่งหากแนวทางของเจ้าของกิจการ กับของผู้จัดการฝ่ายไม่ชัดเจน หรือต่างกัน ผู้ปฏิบัติงานจะยิ่งงงกันว่าทำตามใครดี อีกทั้งหากสั่งข้ามหัว ผู้จัดการฝ่ายอาจไม่ได้รับรู้และไม่สามารถรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเพราะไม่รู้มาก่อนว่าลูกน้องของตนเองถูกสั่งงานอะไรมา จึงไม่สามารถจัดสรรระยะเวลาทำงาน เป้าหมาย และการคาดหวังผลลัพธ์ ดีไม่ดีจะพาลโกรธคนที่สั่งงานข้ามหัวกันไปมา สุดท้ายเมื่อตนเองไม่ได้รับความสำคัญตามลำดับที่เหมาะสมก็ต้องลาออกไป บริษัทก็สูญเสียผู้จัดการฝ่ายคนเก่งไปโดยไม่จำเป็น ดังนั้น การสั่งงานควรสั่งงานลงมาตามลำดับการบังคับบัญชา โดยมีการพูดจาตกลงกันให้เรียบร้อยในระดับบริหารตามลำดับ ก่อนส่งคำสั่งมาสู่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง แล้วให้หัวหน้าของแต่ละลำดับ ดูแลงานตาม อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบครับ
เว้นแต่หากเป็นกรณีเร่งด่วน ฉุกเฉิน ไม่เจอตัวผู้จัดการฝ่าย ทำให้เจ้าของต้องสั่งงานผู้ปฏิบัติงานโดยตรง แบบนี้เมื่อเสร็จแล้วก็ต้องหาโอกาสแจ้งให้หัวหน้าเขาทราบเรื่องด้วย จึงจะดีที่สุดครับ
เรื่องของคนในองค์กรธุรกิจ มักมีเรื่องวุ่นๆไม่รู้จบ เนื่องจากแต่ละคนก็มาจากคนละแห่ง พื้นเพแตกต่างกัน ความคิด ทัศนคติแตกต่างกัน จึงมีปัญหาการเมืองในองค์กรตามมาได้ แต่เจ้าของกิจการจะทำอย่างไรให้เรื่องนี้มีน้อยที่สุด
ผมแนะนำครับว่า ตั้งแต่การคัดเลือกคนเข้าทำงานแล้ว ว่านอกเหนือจากความสามารถตามหน้าที่แล้ว ต้องวัดที่เรื่องทัศนคติด้วย หาคนที่พื้นฐานมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน แต่ถึงกระนั้นเมื่อทำงานแล้วความขัดแย้งก็อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา เจ้าของกิจการควรจัดให้มีกิจกรรมร่วมกันนอกจากเรื่องงาน เช่น งานเลี้ยงวันเกิดให้แก่พนักงานทุกคน เดือนละครั้งตามเดือนเกิดของพนักงาน ให้เพื่อนพนักงานกล่าวอวยพรเพื่อนด้วยกัน หรือ รวมกันไปเยี่ยมไข้พนักงานที่เจ็บป่วยเกิน 3 วันติดกัน หรือ รวมเงินลงขันกันเป็นเจ้าภาพจัดงานศพให้พนักงานที่มีญาติสนิทเสียชีวิต เป็นต้น พนักงานก็จะรู้สึกผูกพันกัน แสดงความปรารถนาดีต่อกันและกัน เป็นต้น คือ หาโอกาสให้พนักงานได้ผูกพัน พูดคุย เห็นใจ ชื่นชม ยินดี ยกย่อง ซึ่งกันและกัน อันจะนำมาซึ่งความรักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่ใช่เน้นแต่ ทำงาน ทำงาน เอาผลงาน ไม่สนใจมิตรภาพ
บรรยากาศของสถานที่ทำงานก็เช่นกัน ต้องเย็นสบาย สว่าง สงบ เหมาะสมกับประเภทของงาน ทำให้อารมณ์ไม่ตึงเครียดจากสิ่งแวดล้อม การทำงานก็จะราบรื่นขึ้น อย่าเห็นว่าเป็นพนักงาน ไม่สำคัญเท่าลูกค้า พื้นที่ของลูกค้าทำซะหรูหราอลังการ แต่ส่วนของพนักงานปล่อยตามมีตามเกิด คับแคบ อึดอัด มืดสลัว ไม่น่าดู เพราะหากพนักงานของคุณไม่มีความสุขกับบรรยากาศของการทำงาน เขาจะดูแลลูกค้าให้มีความสุขได้อย่างไร จริงไหมครับ
ผู้บริหาร ควรมีนโยบาย “เปิดประตู” คือ อนุญาตให้พนักงานสามารถติดต่อพูดคุยกับผู้บริหารได้โดยง่าย อันจะทำให้การทำงานราบรื่น ไม่ใช่มีเข้าพบผู้บริหารยากเหลือเกิน หากมีเรื่องที่ต้องการการตัดสินใจเร่งด่วนก็จะทำให้เสียงานเสียการไปโดยใช่เหตุ
อีกทั้งควรมี “ตู้รับฟังความคิดเห็น” ทั้งในส่วนของลูกค้า และในส่วนของพนักงาน อนุญาตให้ผู้เกี่ยวข้องเสนอความคิดเห็นได้เต็มที่ ในด้านลูกค้าหากมีความต้องการหรือปัญหาก็จะได้ตอบสนองหรือปรับปรุงแก้ไขได้ ในด้านของพนักงาน หากมีความอัดอั้นตันใจ หรือ อยากเสนอไอเดียใหม่ๆก็จะได้ทำได้เต็มที่ หากแนวคิดที่เสนอได้รับการยอมรับจากผู้บริหารระดับสูงจนนำไปสู่การปฏิบัติก็จะมีรางวัลให้แก่เจ้าของความคิด อย่างนี้ก็จะทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในความเป็นไปขององค์กร เขาก็จะรักและอยากพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป
ป้ายกำกับ:
นักธุรกิจต้องรู้...จึงจะรวย
วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553
การบริหารลูกหนี้
ผู้เขียน: มงคล ตันติสุขุมาล
ในการทำธุรกิจนั้น หากขายเงินสดได้จะดีที่สุด เพราะไม่มีภาระที่ต้องติดตามทวงหนี้ แต่หากทำไม่ได้ อาจเนื่องจากการแข่งขันสูง หากเราไม่ให้เครดิตลูกค้า ลูกค้าก็ไม่ซื้อเรา แต่ไปซื้อเจ้าอื่นแทน เป็นต้น ก็จึงมีความจำเป็นต้องให้เครดิต หรือ นำสินค้าไปก่อน ชำระเงินภายหลัง
ในธุรกิจบริการก็เช่นกัน บางครั้งลูกค้ายังไม่ได้รับบริการย่อมไม่ยินดีที่จะชำระเงินก่อน จึงจำเป็นต้องให้บริการไปก่อน แล้วเรียกเก็บเงินทีหลัง
มีหลายกรณีที่เก็บเงินไม่ได้ หรือ ลูกค้าจ่ายล่าช้า ผัดผ่อน หนีหนี้ ทำให้ส่งผลกระทบต่อกิจการ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจจึงต้องมีการทำหลายๆประการดังที่จะกล่าวต่อไปนี้เพื่อให้การบริหารลูกหนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
1. กำหนดนโยบายของการให้เครดิต
เจ้าของกิจการต้องกำหนดนโยบายไว้ล่วงหน้าเป็นกฎให้พนักงานด้านการเงินปฏิบัติในการปล่อยเครดิตไว้ล่วงหน้า เช่น
ไม่ให้เครดิตแก่ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าเป็นครั้งแรก ในทุกกรณี เพราะลูกค้าครั้งแรกยังไม่รู้ประวัติ ไม่รู้ความน่าเชื่อถือ จึงยังไม่ให้เครดิต
ไม่ให้เครดิตแก่ลูกค้าเก่าที่สั่งซื้อสินค้าจำนวนมากๆผิดปกติ หรือ ต้องให้ลูกค้าชำระเงินล่วงหน้าก่อน 50 % เป็นต้น เพราะมีหลายกรณีที่ลูกค้าบางรายแสร้งทำเป็นสั่งซื้อสม่ำเสมอ ชำระเงินสด เป็นเวลานานนับปี จนคุ้นเคยกัน แล้ววันหนึ่งก็บอกว่า ต้องการสั่งสินค้าจำนวนมากๆเนื่องจากมีออร์เดอร์จากลูกค้าเป็นพิเศษ ให้ส่งของด่วน แล้วจะชำระเงินภายหลัง ด้วยความคุ้นเคยไว้ใจ และดูจากประวัติในอดีตก็ไม่เคยเบี้ยวหนี้ จึงตัดใจยอมให้ไป แล้วก็ถูกลูกค้า “ชักดาบ” คือ หายตัวไปดื้อๆ พร้อมสินค้าล็อตใหญ่ ติดต่อไปก็ไม่พบตัวอีกแล้ว เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเสมอๆ แต่ถ้าคุณกำหนดนโยบายว่า ต่อให้เป็นลูกค้าเก่าชั้นดี หากสั่งซื้อมากผิดจากปกติ ต้องจ่ายเงินก่อน 50% แบบนี้ถึงแม้ว่าลูกค้าเบี้ยวขึ้นมาคุณก็ยังเจ็บตัวไม่มาก
กำหนดให้ลูกหนี้ ต้องชำระหนี้เดิมให้ครบก่อน จึงจะสามารถสั่งสินค้าล๊อตใหม่ได้ หมายถึง ในกรณีที่จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามา แต่ลูกค้ายังค้างชำระค่าสินค้าครั้งก่อนอยู่ ก็ต้องขอให้ชำระเงินที่ค้างอยู่ก่อน จึงจะยอมส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อครั้งใหม่ไปให้ เป็นการเคลียหนี้เป็นครั้งๆไป ไม่ให้มีหนี้เก่าสะสมค้างอยู่ แบบนี้ก็เป็นวิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่ง
2. กำหนดระดับวงเงินลูกหนี้โดยรวม
โดยกำหนดว่ากิจการจะมีมูลหนี้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น ไม่เกิน 40% เมื่อถึงระดับดังกล่าว ก็จะระงับการปล่อยหนี้ทันที เพื่อรักษาสภาพคล่องของกิจการให้ไม่ได้รับผลกระทบจากการมีลูกหนี้มากเกินไป โดยให้เร่งรัดการเก็บหนี้ให้ได้ก่อนการปล่อยหนี้เพิ่ม
3. ให้ส่วนลดพิเศษเป็นแรงจูงใจในการชำระหนี้ให้เร็วขึ้น
วิธีการก็คือ การเสนอส่วนลดให้ 2 % - 5 % หากชำระหนี้ภายใน 30 วัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องชำระเต็มจำนวนในกำหนด 45 วัน หรือ ให้ส่วนลด 10 % หากชำระด้วยเงินสด เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกค้าอยากชำระหนี้ให้เร็วขึ้นเพื่ออยากได้รับส่วนลด
4. มีจดหมายแจ้งกำหนดชำระหนี้ให้ลูกหนี้ทราบล่วงหน้า
เนื่องจากลูกหนี้บางรายลืมกำหนดชำระเงิน อีกทั้งใบแจ้งหนี้ก็ถูกส่งไปให้สำนักงานบัญชีนอกบริษัททำบัญชี จึงจำกำหนดชำระหนี้ไม่ได้ การที่คุณส่งจดหมาย หรือ ใบแจ้งหนี้ ไปให้ลูกหนี้ทราบอีกครั้ง จึงเป็นเสมือนการเตือนความจำ โดยควรส่งล่วงหน้าก่อนครบกำหนดอย่างน้อย 15 วัน เนื่องจาก ปกติแล้วบริษัทบางแห่งมีขั้นตอนการอนุมัติการจ่ายเงินหลายขั้นตอนต้องใช้เวลา หากคุณส่งจดหมายแจ้งช้า กว่าพนักงานด้านลูกหนี้จะดำเนินการขออนุมัติชำระเงินเสร็จ ก็อาจเลยกำหนดเวลาที่เหมาะสม
5. มีจดหมายขอบคุณ หรือ จดหมายแจ้งหนี้ซ้ำ เมื่อถึงกำหนด
ควรส่งจดหมายขอบคุณลูกหนี้ ที่ชำระหนี้ตรงกำหนดเวลา เพื่อเป็นการแสดงความใส่ใจต่อลูกค้า และ ควรส่งจดหมายแจ้งหนี้ซ้ำหากถึงกำหนดวันชำระเงินแล้วยังไม่ได้รับการติดต่อชำระหนี้ใดๆ เพื่อเตือนความจำลูกหนี้ แต่ต้องระวังเนื้อหาในจดหมายให้ดูสุภาพ เรียบร้อย เป็นการแจ้งตามปกติของธุรกิจ อย่าให้มีสำนวนแสดงการต่อว่าอย่างเด็ดขาด
6. รีบดำเนินการกับลูกหนี้ที่เลยกำหนดชำระหนี้
คุณต้องรีบดำเนินการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือ ส่งคนไปพบกับลูกหนี้ที่ถึงกำหนดชำระหนี้อย่างเร่งด่วน อย่าปล่อยปะละเลยให้เนินนานไป เพราะเคยมีหลายกรณีที่ลูกหนี้ปิดกิจการหนีหายไปแล้ว เจ้าหนี้เพิ่งจะทราบ เพราะมัวแต่ใจเย็น แต่ถ้าคุณส่งจดหมายเตือนแต่เนิ่นๆ แล้วถูกตีกลับก็คงจะเอะใจแต่ทีแรก หรือ เมื่อเลยกำหนดแล้วลูกหนี้ยังเงียบอยู่ โทรติดต่อไม่ได้ หรือไปหาแล้วไปพบแสดงว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่ จะได้รีบดำเนินการต่อไป เช่น พยายามติดต่อผ่านช่องทางอื่น สอบถามเบาะแสจากผู้ใกล้ชิดลูกหนี้ เป็นต้น
7. กรณีที่ลูกหนี้มีทีท่าว่าจะเบี้ยวหนี้
เมื่อมีการทวงถามตามกำหนดชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้ก็ยังบ่ายเบี่ยงที่จะทำการชำระหนี้ คุณต้องกำหนดระยะเวลายืดหยุ่นให้ชัดเจน เช่น หลังจากทวงถามครั้งแรกตามกำหนดวันชำระหนี้แล้ว หากไม่ชำระภายใน 15 วันต่อมา จะทำการทวงถามครั้งที่ 2 ซึ่งหากยังไม่ได้รับการชำระหนี้อีก ก็ควรทวงถามครั้งที่สาม ให้ได้คำตอบชัดเจน โดยขอแนะนำว่าการทวงถามหลักๆทุกครั้งควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และเก็บสำเนาจดหมายและใบเสร็จจากทางไปรษณีย์ที่มีหมายเลขลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง เผื่อไว้ในกรณีที่ลูกหนี้อ้างว่าไม่ได้รับจดหมาย หรือ หากมีเหตุต้องฟ้องร้องดำเนินคดี ก็จะได้มีหลักฐานที่ชัดเจนครับ ในระหว่างนี้อาจเสนอให้มีการผ่อนชำระหนี้ก็ได้ ทยอยจ่ายก็ยังดี จนกระทั้งเมื่อถึงกำหนดเส้นตายสุดท้ายที่คุณยืดหยุ่นแล้ว เช่น เลยกำหนดมา 3 เดือน หรือ 6 เดือน หากไม่ชำระ เสนอให้ผ่อนชำระก็ยังไม่ชำระ ก็ถึงคราวใช้ไม้แข็งแล้วครับ คือ จดหมายฉบับหลังจากหมดเวลายืดหยุ่น อาจต้องแจ้งว่า
“จนถึงบัดนี้ เรายังเชื่อในความซื่อสัตย์ของท่าน และรอการติดต่อชำระเงินจากท่าน หากว่าเลยกำหนดเวลานี้แล้วเรามีความจำเป็นที่จะต้องแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น นอกจากท่านจะต้องเสียเงินค่าทนายความ เสียเวลา อีกทั้งเมื่อท่านแพ้คดียังต้องชำระดอกเบี้ยย้อนหลังในอัตราที่กำหนดอีกด้วย ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น จึงขอให้ท่านดำเนินการเพื่อชำระหนี้โดยทันทีจักขอบคุณยิ่ง”
ข้อความข้างต้นเป็นตัวอย่างการทวงถามขั้นเด็ดขาดแล้วครับ แต่ยังควรใช้ภาษาสุภาพ ไม่ข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย หรือ กระทำอะไรนอกเหนือกฏหมายเด็ดขาดนะครับ เพราะจะยิ่งเป็นการทำให้ลูกหนี้โกรธโดยไม่สมควร
เมื่อใช้ไม้ตายสุดท้ายแล้ว โทรถามว่าได้รับจดหมายหรือยัง ถ้าได้รับแล้วขอทำการชำระเงินได้หรือไม่ เป็นการเปิดโอกาสสุดท้ายของสุดท้าย อีกทั้งเป็นการตรวจสอบว่า ได้รับจดหมายฉบับสำคัญนี้หรือไม่อีกทางหนึ่งด้วย หากถึงที่สุดแล้วลูกหนี้ก็ยังหนี้หนี้ บ่ายเบี่ยง หรือ ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ก็ส่งเรื่องให้ทนายความได้ครับ ทนายก็คงจะส่งจดหมายทวงถามในนามของทนายหรือสำนักงานทนายความ จากนั้นก็ถึงขั้นตอนของการไกล่เกลี่ย หากไม่สำเร็จก็เป็นคดีความขึ้นศาลกันต่อไปซึ่งเป็นเรื่องท้ายสุด
โดยปกติแล้วเมื่อถึงจดหมายฉบับท้ายสุด ลูกหนี้ก็มักจะยอมชำระหนี้ จะจ่ายเต็มจำนวน หรือ ผ่อนจ่าย ก็ตาม แต่จากประสบการณ์ พบว่าเจ้าหนี้หลายรายไม่ค่อยมีความอดทนที่จะทวงถามตามขั้นตอนที่แนะนำ หากทวงถามทางโทรศัพท์ 3-4 ครั้งไม่ได้ หากเป็นเงินไม่มากนักก็จะบ่นๆ หรือ ด่าลูกหนี้ลับหลัง แล้วก็เงียบกันไป กลายเป็นหนี้สูญ หรือหากเป็นเงินจำนวนมาก หากไม่ด่วนทำใจว่าเป็นหนี้สูญ ก็รีบส่งเรื่องให้สำนักงานทนายความ ทำให้ต้องรอเวลาเนิ่นนานออกไปอีกกว่าจะรู้ผล
ผมจึงขอแนะนำให้ทำทีละขั้นตอน อดทนสักหน่อย เท่าที่ผ่านๆมาผมใช้วิธีตามที่แนะนำ และ ได้รับการชำระหนี้ด้วยดีเสมอมา ไม่ต้องถึงมือทนายความครับ
เขียนบทความโดย มงคล ตันติสุขุมาล
ในการทำธุรกิจนั้น หากขายเงินสดได้จะดีที่สุด เพราะไม่มีภาระที่ต้องติดตามทวงหนี้ แต่หากทำไม่ได้ อาจเนื่องจากการแข่งขันสูง หากเราไม่ให้เครดิตลูกค้า ลูกค้าก็ไม่ซื้อเรา แต่ไปซื้อเจ้าอื่นแทน เป็นต้น ก็จึงมีความจำเป็นต้องให้เครดิต หรือ นำสินค้าไปก่อน ชำระเงินภายหลัง
ในธุรกิจบริการก็เช่นกัน บางครั้งลูกค้ายังไม่ได้รับบริการย่อมไม่ยินดีที่จะชำระเงินก่อน จึงจำเป็นต้องให้บริการไปก่อน แล้วเรียกเก็บเงินทีหลัง
มีหลายกรณีที่เก็บเงินไม่ได้ หรือ ลูกค้าจ่ายล่าช้า ผัดผ่อน หนีหนี้ ทำให้ส่งผลกระทบต่อกิจการ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจจึงต้องมีการทำหลายๆประการดังที่จะกล่าวต่อไปนี้เพื่อให้การบริหารลูกหนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
1. กำหนดนโยบายของการให้เครดิต
เจ้าของกิจการต้องกำหนดนโยบายไว้ล่วงหน้าเป็นกฎให้พนักงานด้านการเงินปฏิบัติในการปล่อยเครดิตไว้ล่วงหน้า เช่น
ไม่ให้เครดิตแก่ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าเป็นครั้งแรก ในทุกกรณี เพราะลูกค้าครั้งแรกยังไม่รู้ประวัติ ไม่รู้ความน่าเชื่อถือ จึงยังไม่ให้เครดิต
ไม่ให้เครดิตแก่ลูกค้าเก่าที่สั่งซื้อสินค้าจำนวนมากๆผิดปกติ หรือ ต้องให้ลูกค้าชำระเงินล่วงหน้าก่อน 50 % เป็นต้น เพราะมีหลายกรณีที่ลูกค้าบางรายแสร้งทำเป็นสั่งซื้อสม่ำเสมอ ชำระเงินสด เป็นเวลานานนับปี จนคุ้นเคยกัน แล้ววันหนึ่งก็บอกว่า ต้องการสั่งสินค้าจำนวนมากๆเนื่องจากมีออร์เดอร์จากลูกค้าเป็นพิเศษ ให้ส่งของด่วน แล้วจะชำระเงินภายหลัง ด้วยความคุ้นเคยไว้ใจ และดูจากประวัติในอดีตก็ไม่เคยเบี้ยวหนี้ จึงตัดใจยอมให้ไป แล้วก็ถูกลูกค้า “ชักดาบ” คือ หายตัวไปดื้อๆ พร้อมสินค้าล็อตใหญ่ ติดต่อไปก็ไม่พบตัวอีกแล้ว เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเสมอๆ แต่ถ้าคุณกำหนดนโยบายว่า ต่อให้เป็นลูกค้าเก่าชั้นดี หากสั่งซื้อมากผิดจากปกติ ต้องจ่ายเงินก่อน 50% แบบนี้ถึงแม้ว่าลูกค้าเบี้ยวขึ้นมาคุณก็ยังเจ็บตัวไม่มาก
กำหนดให้ลูกหนี้ ต้องชำระหนี้เดิมให้ครบก่อน จึงจะสามารถสั่งสินค้าล๊อตใหม่ได้ หมายถึง ในกรณีที่จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามา แต่ลูกค้ายังค้างชำระค่าสินค้าครั้งก่อนอยู่ ก็ต้องขอให้ชำระเงินที่ค้างอยู่ก่อน จึงจะยอมส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อครั้งใหม่ไปให้ เป็นการเคลียหนี้เป็นครั้งๆไป ไม่ให้มีหนี้เก่าสะสมค้างอยู่ แบบนี้ก็เป็นวิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่ง
2. กำหนดระดับวงเงินลูกหนี้โดยรวม
โดยกำหนดว่ากิจการจะมีมูลหนี้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น ไม่เกิน 40% เมื่อถึงระดับดังกล่าว ก็จะระงับการปล่อยหนี้ทันที เพื่อรักษาสภาพคล่องของกิจการให้ไม่ได้รับผลกระทบจากการมีลูกหนี้มากเกินไป โดยให้เร่งรัดการเก็บหนี้ให้ได้ก่อนการปล่อยหนี้เพิ่ม
3. ให้ส่วนลดพิเศษเป็นแรงจูงใจในการชำระหนี้ให้เร็วขึ้น
วิธีการก็คือ การเสนอส่วนลดให้ 2 % - 5 % หากชำระหนี้ภายใน 30 วัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องชำระเต็มจำนวนในกำหนด 45 วัน หรือ ให้ส่วนลด 10 % หากชำระด้วยเงินสด เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกค้าอยากชำระหนี้ให้เร็วขึ้นเพื่ออยากได้รับส่วนลด
4. มีจดหมายแจ้งกำหนดชำระหนี้ให้ลูกหนี้ทราบล่วงหน้า
เนื่องจากลูกหนี้บางรายลืมกำหนดชำระเงิน อีกทั้งใบแจ้งหนี้ก็ถูกส่งไปให้สำนักงานบัญชีนอกบริษัททำบัญชี จึงจำกำหนดชำระหนี้ไม่ได้ การที่คุณส่งจดหมาย หรือ ใบแจ้งหนี้ ไปให้ลูกหนี้ทราบอีกครั้ง จึงเป็นเสมือนการเตือนความจำ โดยควรส่งล่วงหน้าก่อนครบกำหนดอย่างน้อย 15 วัน เนื่องจาก ปกติแล้วบริษัทบางแห่งมีขั้นตอนการอนุมัติการจ่ายเงินหลายขั้นตอนต้องใช้เวลา หากคุณส่งจดหมายแจ้งช้า กว่าพนักงานด้านลูกหนี้จะดำเนินการขออนุมัติชำระเงินเสร็จ ก็อาจเลยกำหนดเวลาที่เหมาะสม
5. มีจดหมายขอบคุณ หรือ จดหมายแจ้งหนี้ซ้ำ เมื่อถึงกำหนด
ควรส่งจดหมายขอบคุณลูกหนี้ ที่ชำระหนี้ตรงกำหนดเวลา เพื่อเป็นการแสดงความใส่ใจต่อลูกค้า และ ควรส่งจดหมายแจ้งหนี้ซ้ำหากถึงกำหนดวันชำระเงินแล้วยังไม่ได้รับการติดต่อชำระหนี้ใดๆ เพื่อเตือนความจำลูกหนี้ แต่ต้องระวังเนื้อหาในจดหมายให้ดูสุภาพ เรียบร้อย เป็นการแจ้งตามปกติของธุรกิจ อย่าให้มีสำนวนแสดงการต่อว่าอย่างเด็ดขาด
6. รีบดำเนินการกับลูกหนี้ที่เลยกำหนดชำระหนี้
คุณต้องรีบดำเนินการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือ ส่งคนไปพบกับลูกหนี้ที่ถึงกำหนดชำระหนี้อย่างเร่งด่วน อย่าปล่อยปะละเลยให้เนินนานไป เพราะเคยมีหลายกรณีที่ลูกหนี้ปิดกิจการหนีหายไปแล้ว เจ้าหนี้เพิ่งจะทราบ เพราะมัวแต่ใจเย็น แต่ถ้าคุณส่งจดหมายเตือนแต่เนิ่นๆ แล้วถูกตีกลับก็คงจะเอะใจแต่ทีแรก หรือ เมื่อเลยกำหนดแล้วลูกหนี้ยังเงียบอยู่ โทรติดต่อไม่ได้ หรือไปหาแล้วไปพบแสดงว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่ จะได้รีบดำเนินการต่อไป เช่น พยายามติดต่อผ่านช่องทางอื่น สอบถามเบาะแสจากผู้ใกล้ชิดลูกหนี้ เป็นต้น
7. กรณีที่ลูกหนี้มีทีท่าว่าจะเบี้ยวหนี้
เมื่อมีการทวงถามตามกำหนดชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้ก็ยังบ่ายเบี่ยงที่จะทำการชำระหนี้ คุณต้องกำหนดระยะเวลายืดหยุ่นให้ชัดเจน เช่น หลังจากทวงถามครั้งแรกตามกำหนดวันชำระหนี้แล้ว หากไม่ชำระภายใน 15 วันต่อมา จะทำการทวงถามครั้งที่ 2 ซึ่งหากยังไม่ได้รับการชำระหนี้อีก ก็ควรทวงถามครั้งที่สาม ให้ได้คำตอบชัดเจน โดยขอแนะนำว่าการทวงถามหลักๆทุกครั้งควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และเก็บสำเนาจดหมายและใบเสร็จจากทางไปรษณีย์ที่มีหมายเลขลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง เผื่อไว้ในกรณีที่ลูกหนี้อ้างว่าไม่ได้รับจดหมาย หรือ หากมีเหตุต้องฟ้องร้องดำเนินคดี ก็จะได้มีหลักฐานที่ชัดเจนครับ ในระหว่างนี้อาจเสนอให้มีการผ่อนชำระหนี้ก็ได้ ทยอยจ่ายก็ยังดี จนกระทั้งเมื่อถึงกำหนดเส้นตายสุดท้ายที่คุณยืดหยุ่นแล้ว เช่น เลยกำหนดมา 3 เดือน หรือ 6 เดือน หากไม่ชำระ เสนอให้ผ่อนชำระก็ยังไม่ชำระ ก็ถึงคราวใช้ไม้แข็งแล้วครับ คือ จดหมายฉบับหลังจากหมดเวลายืดหยุ่น อาจต้องแจ้งว่า
“จนถึงบัดนี้ เรายังเชื่อในความซื่อสัตย์ของท่าน และรอการติดต่อชำระเงินจากท่าน หากว่าเลยกำหนดเวลานี้แล้วเรามีความจำเป็นที่จะต้องแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น นอกจากท่านจะต้องเสียเงินค่าทนายความ เสียเวลา อีกทั้งเมื่อท่านแพ้คดียังต้องชำระดอกเบี้ยย้อนหลังในอัตราที่กำหนดอีกด้วย ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น จึงขอให้ท่านดำเนินการเพื่อชำระหนี้โดยทันทีจักขอบคุณยิ่ง”
ข้อความข้างต้นเป็นตัวอย่างการทวงถามขั้นเด็ดขาดแล้วครับ แต่ยังควรใช้ภาษาสุภาพ ไม่ข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย หรือ กระทำอะไรนอกเหนือกฏหมายเด็ดขาดนะครับ เพราะจะยิ่งเป็นการทำให้ลูกหนี้โกรธโดยไม่สมควร
เมื่อใช้ไม้ตายสุดท้ายแล้ว โทรถามว่าได้รับจดหมายหรือยัง ถ้าได้รับแล้วขอทำการชำระเงินได้หรือไม่ เป็นการเปิดโอกาสสุดท้ายของสุดท้าย อีกทั้งเป็นการตรวจสอบว่า ได้รับจดหมายฉบับสำคัญนี้หรือไม่อีกทางหนึ่งด้วย หากถึงที่สุดแล้วลูกหนี้ก็ยังหนี้หนี้ บ่ายเบี่ยง หรือ ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ก็ส่งเรื่องให้ทนายความได้ครับ ทนายก็คงจะส่งจดหมายทวงถามในนามของทนายหรือสำนักงานทนายความ จากนั้นก็ถึงขั้นตอนของการไกล่เกลี่ย หากไม่สำเร็จก็เป็นคดีความขึ้นศาลกันต่อไปซึ่งเป็นเรื่องท้ายสุด
โดยปกติแล้วเมื่อถึงจดหมายฉบับท้ายสุด ลูกหนี้ก็มักจะยอมชำระหนี้ จะจ่ายเต็มจำนวน หรือ ผ่อนจ่าย ก็ตาม แต่จากประสบการณ์ พบว่าเจ้าหนี้หลายรายไม่ค่อยมีความอดทนที่จะทวงถามตามขั้นตอนที่แนะนำ หากทวงถามทางโทรศัพท์ 3-4 ครั้งไม่ได้ หากเป็นเงินไม่มากนักก็จะบ่นๆ หรือ ด่าลูกหนี้ลับหลัง แล้วก็เงียบกันไป กลายเป็นหนี้สูญ หรือหากเป็นเงินจำนวนมาก หากไม่ด่วนทำใจว่าเป็นหนี้สูญ ก็รีบส่งเรื่องให้สำนักงานทนายความ ทำให้ต้องรอเวลาเนิ่นนานออกไปอีกกว่าจะรู้ผล
ผมจึงขอแนะนำให้ทำทีละขั้นตอน อดทนสักหน่อย เท่าที่ผ่านๆมาผมใช้วิธีตามที่แนะนำ และ ได้รับการชำระหนี้ด้วยดีเสมอมา ไม่ต้องถึงมือทนายความครับ
เขียนบทความโดย มงคล ตันติสุขุมาล
ป้ายกำกับ:
นักธุรกิจต้องรู้...จึงจะรวย
วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553
จะทำงานฟรีแลนซ์กับความเชี่ยวชาญของคุณอย่างไรดี
โดย แอนเดรีย ซี โพ
หากคุณเหนื่อยกับการเป็นลูกจ้าง ตอนนี้อาจจะเป็นเวลาที่เหมาะ จะคิดถึงการเป็นฟรีแลนซ์ ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญ ที่คุณพัฒนามาอยากยากเย็น
ความฝันของการเป็นฟรีแลนซ์นั้นเต้นอยู่ในหัวคุณหรือเปล่า? ถ้าหากคุณกำลังพยักหน้าว่าใช่ นี่เป็นเวลาที่ดีในการเริ่มทำมัน เพราะว่าในขณะที่บริษัทต่างๆนั้นต้องรับภาระค่าบุคลากรที่แพงและสวัสดิการที่สูง พวกเค้าจะหันไปขอความช่วยเหลือจากฟรีแลนซ์ ถ้าหากคุณมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่ถูก มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะสามารถเปลี่ยนมันเป็นอาชีพฟรีแลนซ์ได้ โดยการใช้ความรู้ ความสามารถของคุณในการช่วยเหลือลูกค้า
ปล่อยให้อิสระเข้ามา
คงไม่มีข้อสงสัยกับหัวข้อนี้ ฟรีแลนซ์นั้นไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่าฟรีโดยไม่มีความหมาย อิสระนั้นเป็นส่วนสำคัญของการเป็นฟรีแลนซ์ ในการเป็น full-time freelance หรือ ฟรีแลนซ์เต็มเวลานั้น คุณจะทำงานเมื่อคุณอยากทำ คุณสามารถพักร้อนได้ตามที่คุณต้องการ นานเท่าที่คุณต้องการ การพักผ่อนสุดสัปดาห์ก็จะไม่จำกัดอยู่แค่สุดสัปดาห์ และชุดสูทนั้นแทบจะเป็นอดีต ไม่มีเจ้านายมากวนใจคุณ จะไม่มีเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญอู้งานอยู่ที่คูลเลอร์น้ำ ทำให้คุณบ้า
แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับอิสระเหล่านั้น ก็มีความเสี่ยงและความไม่มั่นคงเข้ามา ไม่มีการันตีว่าคุณจะมีเงินเดือนเดือนหน้า วิธีการที่ดีที่สุดที่จะรับรองอนาคตการเป็นฟรีแลนซ์ของคุณคือ การให้บริการที่คุณรู้ว่ามีคนต้องการ เพียงเพราะว่าคุณอยากจะทำอะไรซักอย่าง ไม่ได้หมายความว่า จะมีตลาดที่พร้อมเพื่อธุรกิจนั้น
“ทำตามหัวใจคุณและทำในสิ่งที่คุณรักนั้นเป็นเพียงสโลแกน คุณต้องมองความจริง” กล่าว เคลลี่ เจมส์-เอ็นเกอร์ ผู้เขียน Six Figure Freelancing “ถ้าคุณไม่ได้ให้บริการสิ่งที่ผู้คนพร้อมที่จะจ่าย คุณจะไม่สามารถอยู่ในธุรกิจ (ระยะยาว) ได้”
ลองดูในหนังสือพิมพ์และอินเตอร์เนต ดูว่ามีใครบ้างทำสิ่งที่คุณอยากจะทำ พวกเค้าคิดราคาเท่าไหร่และลูกค้าเค้าเป็นใคร คุยกับทุกคนจนกว่าคุณจะพบฟรีแลนซ์ในงานที่คุณอยากจะทำ หลังจากนั้นโทรหาพวกเค้าและศึกษาว่าตลาดส่วนไหนกำลังโต และงานส่วนใหญ่เข้ามาจากไหน ข้อมูลนี้จะมีส่วนสำคัญมากในการช่วยคุณหาช่องว่างในตลาดที่คุณจะสามารถเข้าแข่งขันได้
ลองคิดดู: 5 ปีก่อน ผู้ออกแบบเวบไซต์ หรือเวบดีไซน์เนอร์ สามารถทำเงินได้ดีจากการฟรีแลนซ์บริการของพวกเค้า ให้บริษัทต่างๆ แต่ปัจจุบันความต้องการนั้นลดลง เนื่องจากผู้คนในยุคนั้นมีมากเกินความต้องการของตลาด ในขณะเดียวกัน เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กนั้นต้องการจะเรียนรู้วิธีการออกแบบเวบด้วยตนเอง ดังนั้นในปัจจุบัน การสอนออกแบบเวบไซต์นั้นอาจจะน่าสนใจกว่าการลงมือออกแบบเอง
อย่าเพิ่งออกจากงานประจำ
หลังจากที่คุณตัดสินใจแล้วว่าคุณจะทำฟรีแลนซ์ในด้านใด คุณควรจะใช้เวลาซักระยะเพื่อตั้งหลัก “ความคิดที่ผิดของคนส่วนใหญ่นั่นคือ เมื่อพวกเค้าเริ่มทำมัน เงินก็จะเข้ามา” เตือน ลอเรย์ โรซาคิส์ “ไม่จริง เพียงเพราะว่าคุณสร้างมัน ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะมา”
โรซาคิส์เป็นนักเขียนและบรรณาธิการอิสระ และเป็นผู้เขียน “The Complete Idiot’s Guide to Making Money in Freelancing” กล่าวว่า มันอาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือแม้กระทั่งหลายปี เพื่อสร้างชื่อเสียงและฐานลูกค้า และเพราะสาเหตุนั้น ฟรีแลนซ์หลายคนนั้นมักจะเริ่มทำฟรีแลนซ์ใขณะที่พวกเค้ายังทำงานประจำอยู่
“ทุกคนคิดว่ามันจะเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ฉันไม่รู้จักฟรีแลนซ์ซักคนที่สามารถทำเงินหกหลักได้ในทันที” กล่าว เจมส์-เอ็นเกอร์
กฎที่ยอมรับโดยทั่วไปคือ อย่าเพิ่งทิ้งงานประจำของคุณไปจนกว่าคุณจะมีเงินเก็บระหว่าง 6-12 เดือน หากคุณเป็นหลักสำคัญของครอบครัว อย่าเพิ่งทิ้งงานประจำจนกว่าคุณจะมั่นใจว่าคุณมีเงินครอบคลุมค่าใช้จ่ายของคุณ
แน่นอนว่าการทำงานพิเศษขณะยังทำงานให้กับเจ้านายปัจจุบันอยู่ อาจจะยากนิดหน่อย ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นนักเขียนข้อความโฆษณา (advertising copywriter) ที่ต้องการจะทำฟรีแลนซ์ไปด้วย คุณอาจจะต้องบอกเจ้านายของคุณ ซึ่งเค้าอาจจะให้คุณเซ็นข้อตกลงที่จะไม่แข่งขันกับธุรกิจของเค้า (noncomplete agreement) ซึ่งคุณจะต้องการสัญญาว่าจะไม่แย่งหรือ “ยืม” ลูกค้าไป แต่ถ้าหากว่าคุณเป็น copywriter ที่ต้องการจะแปลภาษาญี่ปุ่นไปด้วย เจ้านายของคุณอาจจะไม่ต้องรู้ไว้เลยว่าคุณทำอะไรนอกเวลางาน
การหาลูกค้า
เช่นเดียวกับทุกธุรกิจ อาชีพฟรีแลนซ์ของคุณจะเข้มแข็งเท่ากับจำนวนการขายที่คุณทำได้ การหาลูกค้านั้นเป็นความท้าทายอย่างแรกของการเริ่มเป็นฟรีแลนซ์ คุณจะดึงดูดลูกค้าได้อย่างไรในเมื่อคุณไม่เคยมีลูกค้าเลย? นี่เป็นขั้นตอนที่ใช้ได้จริงในการที่จะช่วยคุณเริ่มต้น
1. สร้าง Portfolio ที่แสดงถึงความสามารถและทักษะของคุณ ถ้าหากนั่นหมายถึงการทำงานที่ได้รับค่าตอบแทนน้อยหรือไม่ได้เลย คุณก็ควรจะทำมัน ตัวอย่างงานของคุณจะเป็นตัวเรียกลูกค้าได้ดี
2. บอกทุกคนที่คุณรู้จักเกี่ยวกับการเป็นฟรีแลนซ์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อน ครอบครัว หรือคนข้างบ้าน ลูกค้าที่ได้รับการแนะนำมาจะเป็นฐานลูกค้าของคุณในระยะเริ่มแรก
3. เข้าร่วมองค์กรมืออาชีพ (professional organization) ในสายงานของคุณ ไม่ว่าจะออนไลน์หรือในชุมชนของคุณ นอกเหนือจากประโยชน์มากมายที่คุณจะได้รับ คุณจะได้รับเคล็ดลับว่าจะหางานได้จากที่ไหน
4. เข้าร่วมองค์กรท้องถิ่น เช่น สมาคมการค้า หรือ ชมรมต่างๆ “ครีทีฟมักจะมองข้ามองค์กรเหล่านี้ และคิดว่าสถานที่เหล่านี้จะเต็มไปด้วยพนักงานธนาคารและนักธุรกิจที่เคร่งขรึม” กล่าว เจมส์-เอ็นเกอร์ “ซึ่งมันอาจจะจริง แต่พวกเค้าจะเป็นคนที่จ้างคุณทำงานครีทีฟของคุณ”
5. ลองเป็นอาสาสมัครทำในสิ่งที่คุณรักในชุมชนของคุณ และคุณจะทำให้เครือข่ายของผู้ที่จะมาเป็นลูกค้า (potential clients) ของคุณกว้างขึ้น
6. โทรไปติดต่อหาลูกค้าใหม่ (cold call)
สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ การเป็นฟรีแลนซ์ไม่ได้หมายถึงการทำแต่ในสิ่งที่คุณรัก และมันก็หมายความว่า คุณต้องรู้วิธีการขาย
และการโฆษณาบริการของคุณ ในระยะเริ่มต้น ประมาณ 90% ของเวลาของคุณนั้น จะถูกใช้ไปในการทำการขาย และการทำการตลาด “งานจะไม่หล่นมาหาคุณเอง” กล่าว เจมส์-เอ็มเกอร์ “คุณอาจจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาก แต่มันก็ไม่มีความหมายหากคุณไม่สามารถขายพรสวรรค์นั้นได้”
โรซากิส์เห็นด้วย “คนมากมายมาเป็นฟรีแลนซ์โดยคิดว่า ฉันมีพรสวรรค์ สิ่งที่พวกเค้าจะต้องเข้าใจคือ มีคนมีพรสวรรค์มากมาย สิ่งที่ทำให้การเป็นฟรีแลนซ์ประสบความสำเร็จคือ ความแข็งแกร่งของรายชื่อลูกค้า”
การสร้างฐานลูกค้า (client base) นั้นต้องการความอดทนและไม่ท้อแท้ คิดถึงคำปฏิเสธที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่อย่าให้มันห้ามคุณในการพยายามอีกครั้ง ลองนึกถึงพนักงานขายเสื้อผ้าที่ให้คุณลองกางเกง แต่คุณใส่มันไม่ได้ พนักงานขายที่ดีนั้นจะไม่รู้สึกเสียใจ แต่เค้าจะเอากางเกงตัวใหม่มาให้คุณลอง จนกว่าคุณจะซื้ออะไรบางอย่าง
เริ่มจริงจัง
เมื่อคุณเห็นว่าคุณเริ่มจะทำเงินมากพอที่การเป็นฟรีแลนซ์ของคุณกำลังจะเป็นธุรกิจที่น่าจะประสบความสำเร็จ มันถึงเวลาที่คุณจะต้องทำให้แน่ใจว่า ตัวคุณเองและลูกค้าของคุณจริงจังกับธุรกิจของคุณ นั่นหมายถึงการทำมากกว่าการสั่งซื้อนามบัตรสวยๆ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน สัญญา (contract) เป็นสิ่งสำคัญฟรีแลนซ์หลายคนมักจะมองข้ามมันไป และให้ลูกค้าทำการจัดทำหรือไม่มีการจัดทำสัญญาเลย นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกนัก และอาจจะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงได้
“ปกป้องตัวคุณเอง” ย้ำรัสตี้ ฟิชเชอร์ ผู้เขียน Freedom to Freelance รัสตี้แนะนำให้ดูตัวอย่างสัญญาของฟรีแลนซ์คนอื่นๆ และนำมาปรับใช้ในสัญญาของคุณเอง หลังจากนั้นก็ให้ทนายของคุณตรวจดูว่าสิทธิของคุณนั้นได้รับการปกป้อง
การจัดตั้งระบบบัญชีนั้นก็เป็นความจำเป็นอีกอย่าง มันจะไม่เพียงช่วยเตือนว่าคุณต้องจ่ายอะไรบ้าง แต่การเก็บบันทึกบัญชีที่ดีนั้นจะทำให้การตรวจสอบใดๆนั้นง่ายขึ้น
ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณอยู่ การมีเวบไซต์ (website) นั้นอาจจะช่วยคุณทำการตลาดบริการของคุณได้ ถ้าหากคุณมีภาพตัวอย่างในสิ่งที่คุณทำ เช่น การออกแบบภูมิทัศน์ (landscape) หรือเสื้อผ้าเพื่อการละคร เวบไซต์นั้นจะทำหน้าที่เหมือน portfolio ของคุณ และแนะนำงานของคุณให้กับลูกค้าในอนาคต
รู้จักตัวเอง
การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก่อนที่คุณจะเริ่มการเป็นฟรีแลนซ์อย่างจริงจังคือ การตัดสินใจว่าการใช้ชีวิต (lifestyle) แบบนี้เข้ากับลักษณะนิสัยของคุณหรือไม่ คุณควรจะคิดให้ดีก่อนที่คุณจะทำการผูกมัดกับ lifestyle และการทำงาน (workstyle) ที่อาจจะไม่เหมาะกับตัวคุณ
และในขณะที่คุณไม่มีเจ้านาย คุณยังต้องรายงานตัวกับคนๆหนึ่ง นั่นคือตัวคุณเอง นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่การมีวินัยในตัวเอง (self-discipline) คือกุญแจในการนำการฟรีแลนซ์ของคุณจากงานอดิเรก ไปเป็นธุรกิจที่สามารถพัฒนาได้
แม้ว่าการโดดงานไปดูหนังตอนบ่ายๆอาจจะเป็นสิ่งที่น่ายั่วยวน แต่โดนส่วนมากแล้ว สิ่งเหล่านี้จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ต้องทำงานมากชั่วโมงกว่าปกติในหนึ่งสัปดาห์ แต่ตารางงานของคุณอาจจะไม่ยืดหยุ่นได้อย่างที่คุณคิด นั่นก็เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของคุณนั้นทำงานในเวลาปกติ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น และการที่คุณจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อพวกเค้าอยู่เสมอนั้นก็หมายถึงว่าคุณจะต้องทำงานในเวลาปกติ
ชีวิตของการเป็นฟรีแลนซ์นั้นโดดเดี่ยว ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ดูดกินพลังงานจากคนอื่น การเป็นฟรีแลนซ์อาจจะเป็นหนทางที่โดดเดี่ยวเกินไป แต่สำหรับผู้ที่ต้องการมันก็ไม่ต้องหมดหวัง ยังมีทางทดแทนให้กับการขาดการติดต่อประจำวันได้ มีฟรีแลนซ์หลายคนเลือกที่จะเป็นฟรีแลนซ์นอกสถานที่ ซึ่งพวกเค้าจะทำงานร่วมกับผู้อื่นในที่ทำงานของผู้ว่าจ้างเป็นการชั่วคราว บางกลุ่มก็หันไปหากลุ่มเพื่อนร่วมสายงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ
การเติบโตของการเป็นฟรีแลนซ์นั้นต้องใช้เวลา ต้องใช้เวลาในการตั้งตัวคุณเอง และต้องใช้เวลาในการทำเงิน ทั้งหมดนี้สามารถทำให้คุณคลั่งและทำให้คุณไม่ได้นอนได้ แต่ด้วยความสามารถ ความอดทน และโชคอีกนิดหน่อย การเป็นฟรีแลนซ์จะเป็นหนึ่งในวิธีการทำงานที่มีผลตอบแทนที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
ตัวเลือกการเป็นฟรีแลนซ์
ข้างล่างนี้เป็นงานฟรีแลนซ์ที่พบเห็นมากที่สุด
• นักบัญชี
• เซฟทำอาหาร
• คนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
• คนจัดงาน event ของบริษัท
• คนใส่ข้อมูล
• วิศวกร
• คนทำอนิเมชั่นในหนัง
• นักวางแผนการเงิน
• นักจัดดอกไม้
• คนซ่อมเฟอร์นิเจอร์
• กราฟฟิคดีไซเนอร์
• หมอนวดรักษา
• ช่างถ่ายรูป
• นักสืบส่วนตัว
• ที่ปรึกษาด้านการขาย/การตลาด
• พนักงานขายทางโทรศัพท์
• นักแปล
• ครูสอนพิเศษ
• นักออกแบบเวบไซต์
• นักเขียน
หากคุณเหนื่อยกับการเป็นลูกจ้าง ตอนนี้อาจจะเป็นเวลาที่เหมาะ จะคิดถึงการเป็นฟรีแลนซ์ ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญ ที่คุณพัฒนามาอยากยากเย็น
ความฝันของการเป็นฟรีแลนซ์นั้นเต้นอยู่ในหัวคุณหรือเปล่า? ถ้าหากคุณกำลังพยักหน้าว่าใช่ นี่เป็นเวลาที่ดีในการเริ่มทำมัน เพราะว่าในขณะที่บริษัทต่างๆนั้นต้องรับภาระค่าบุคลากรที่แพงและสวัสดิการที่สูง พวกเค้าจะหันไปขอความช่วยเหลือจากฟรีแลนซ์ ถ้าหากคุณมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่ถูก มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะสามารถเปลี่ยนมันเป็นอาชีพฟรีแลนซ์ได้ โดยการใช้ความรู้ ความสามารถของคุณในการช่วยเหลือลูกค้า
ปล่อยให้อิสระเข้ามา
คงไม่มีข้อสงสัยกับหัวข้อนี้ ฟรีแลนซ์นั้นไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่าฟรีโดยไม่มีความหมาย อิสระนั้นเป็นส่วนสำคัญของการเป็นฟรีแลนซ์ ในการเป็น full-time freelance หรือ ฟรีแลนซ์เต็มเวลานั้น คุณจะทำงานเมื่อคุณอยากทำ คุณสามารถพักร้อนได้ตามที่คุณต้องการ นานเท่าที่คุณต้องการ การพักผ่อนสุดสัปดาห์ก็จะไม่จำกัดอยู่แค่สุดสัปดาห์ และชุดสูทนั้นแทบจะเป็นอดีต ไม่มีเจ้านายมากวนใจคุณ จะไม่มีเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญอู้งานอยู่ที่คูลเลอร์น้ำ ทำให้คุณบ้า
แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับอิสระเหล่านั้น ก็มีความเสี่ยงและความไม่มั่นคงเข้ามา ไม่มีการันตีว่าคุณจะมีเงินเดือนเดือนหน้า วิธีการที่ดีที่สุดที่จะรับรองอนาคตการเป็นฟรีแลนซ์ของคุณคือ การให้บริการที่คุณรู้ว่ามีคนต้องการ เพียงเพราะว่าคุณอยากจะทำอะไรซักอย่าง ไม่ได้หมายความว่า จะมีตลาดที่พร้อมเพื่อธุรกิจนั้น
“ทำตามหัวใจคุณและทำในสิ่งที่คุณรักนั้นเป็นเพียงสโลแกน คุณต้องมองความจริง” กล่าว เคลลี่ เจมส์-เอ็นเกอร์ ผู้เขียน Six Figure Freelancing “ถ้าคุณไม่ได้ให้บริการสิ่งที่ผู้คนพร้อมที่จะจ่าย คุณจะไม่สามารถอยู่ในธุรกิจ (ระยะยาว) ได้”
ลองดูในหนังสือพิมพ์และอินเตอร์เนต ดูว่ามีใครบ้างทำสิ่งที่คุณอยากจะทำ พวกเค้าคิดราคาเท่าไหร่และลูกค้าเค้าเป็นใคร คุยกับทุกคนจนกว่าคุณจะพบฟรีแลนซ์ในงานที่คุณอยากจะทำ หลังจากนั้นโทรหาพวกเค้าและศึกษาว่าตลาดส่วนไหนกำลังโต และงานส่วนใหญ่เข้ามาจากไหน ข้อมูลนี้จะมีส่วนสำคัญมากในการช่วยคุณหาช่องว่างในตลาดที่คุณจะสามารถเข้าแข่งขันได้
ลองคิดดู: 5 ปีก่อน ผู้ออกแบบเวบไซต์ หรือเวบดีไซน์เนอร์ สามารถทำเงินได้ดีจากการฟรีแลนซ์บริการของพวกเค้า ให้บริษัทต่างๆ แต่ปัจจุบันความต้องการนั้นลดลง เนื่องจากผู้คนในยุคนั้นมีมากเกินความต้องการของตลาด ในขณะเดียวกัน เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กนั้นต้องการจะเรียนรู้วิธีการออกแบบเวบด้วยตนเอง ดังนั้นในปัจจุบัน การสอนออกแบบเวบไซต์นั้นอาจจะน่าสนใจกว่าการลงมือออกแบบเอง
อย่าเพิ่งออกจากงานประจำ
หลังจากที่คุณตัดสินใจแล้วว่าคุณจะทำฟรีแลนซ์ในด้านใด คุณควรจะใช้เวลาซักระยะเพื่อตั้งหลัก “ความคิดที่ผิดของคนส่วนใหญ่นั่นคือ เมื่อพวกเค้าเริ่มทำมัน เงินก็จะเข้ามา” เตือน ลอเรย์ โรซาคิส์ “ไม่จริง เพียงเพราะว่าคุณสร้างมัน ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะมา”
โรซาคิส์เป็นนักเขียนและบรรณาธิการอิสระ และเป็นผู้เขียน “The Complete Idiot’s Guide to Making Money in Freelancing” กล่าวว่า มันอาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือแม้กระทั่งหลายปี เพื่อสร้างชื่อเสียงและฐานลูกค้า และเพราะสาเหตุนั้น ฟรีแลนซ์หลายคนนั้นมักจะเริ่มทำฟรีแลนซ์ใขณะที่พวกเค้ายังทำงานประจำอยู่
“ทุกคนคิดว่ามันจะเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ฉันไม่รู้จักฟรีแลนซ์ซักคนที่สามารถทำเงินหกหลักได้ในทันที” กล่าว เจมส์-เอ็นเกอร์
กฎที่ยอมรับโดยทั่วไปคือ อย่าเพิ่งทิ้งงานประจำของคุณไปจนกว่าคุณจะมีเงินเก็บระหว่าง 6-12 เดือน หากคุณเป็นหลักสำคัญของครอบครัว อย่าเพิ่งทิ้งงานประจำจนกว่าคุณจะมั่นใจว่าคุณมีเงินครอบคลุมค่าใช้จ่ายของคุณ
แน่นอนว่าการทำงานพิเศษขณะยังทำงานให้กับเจ้านายปัจจุบันอยู่ อาจจะยากนิดหน่อย ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นนักเขียนข้อความโฆษณา (advertising copywriter) ที่ต้องการจะทำฟรีแลนซ์ไปด้วย คุณอาจจะต้องบอกเจ้านายของคุณ ซึ่งเค้าอาจจะให้คุณเซ็นข้อตกลงที่จะไม่แข่งขันกับธุรกิจของเค้า (noncomplete agreement) ซึ่งคุณจะต้องการสัญญาว่าจะไม่แย่งหรือ “ยืม” ลูกค้าไป แต่ถ้าหากว่าคุณเป็น copywriter ที่ต้องการจะแปลภาษาญี่ปุ่นไปด้วย เจ้านายของคุณอาจจะไม่ต้องรู้ไว้เลยว่าคุณทำอะไรนอกเวลางาน
การหาลูกค้า
เช่นเดียวกับทุกธุรกิจ อาชีพฟรีแลนซ์ของคุณจะเข้มแข็งเท่ากับจำนวนการขายที่คุณทำได้ การหาลูกค้านั้นเป็นความท้าทายอย่างแรกของการเริ่มเป็นฟรีแลนซ์ คุณจะดึงดูดลูกค้าได้อย่างไรในเมื่อคุณไม่เคยมีลูกค้าเลย? นี่เป็นขั้นตอนที่ใช้ได้จริงในการที่จะช่วยคุณเริ่มต้น
1. สร้าง Portfolio ที่แสดงถึงความสามารถและทักษะของคุณ ถ้าหากนั่นหมายถึงการทำงานที่ได้รับค่าตอบแทนน้อยหรือไม่ได้เลย คุณก็ควรจะทำมัน ตัวอย่างงานของคุณจะเป็นตัวเรียกลูกค้าได้ดี
2. บอกทุกคนที่คุณรู้จักเกี่ยวกับการเป็นฟรีแลนซ์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อน ครอบครัว หรือคนข้างบ้าน ลูกค้าที่ได้รับการแนะนำมาจะเป็นฐานลูกค้าของคุณในระยะเริ่มแรก
3. เข้าร่วมองค์กรมืออาชีพ (professional organization) ในสายงานของคุณ ไม่ว่าจะออนไลน์หรือในชุมชนของคุณ นอกเหนือจากประโยชน์มากมายที่คุณจะได้รับ คุณจะได้รับเคล็ดลับว่าจะหางานได้จากที่ไหน
4. เข้าร่วมองค์กรท้องถิ่น เช่น สมาคมการค้า หรือ ชมรมต่างๆ “ครีทีฟมักจะมองข้ามองค์กรเหล่านี้ และคิดว่าสถานที่เหล่านี้จะเต็มไปด้วยพนักงานธนาคารและนักธุรกิจที่เคร่งขรึม” กล่าว เจมส์-เอ็นเกอร์ “ซึ่งมันอาจจะจริง แต่พวกเค้าจะเป็นคนที่จ้างคุณทำงานครีทีฟของคุณ”
5. ลองเป็นอาสาสมัครทำในสิ่งที่คุณรักในชุมชนของคุณ และคุณจะทำให้เครือข่ายของผู้ที่จะมาเป็นลูกค้า (potential clients) ของคุณกว้างขึ้น
6. โทรไปติดต่อหาลูกค้าใหม่ (cold call)
สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ การเป็นฟรีแลนซ์ไม่ได้หมายถึงการทำแต่ในสิ่งที่คุณรัก และมันก็หมายความว่า คุณต้องรู้วิธีการขาย
และการโฆษณาบริการของคุณ ในระยะเริ่มต้น ประมาณ 90% ของเวลาของคุณนั้น จะถูกใช้ไปในการทำการขาย และการทำการตลาด “งานจะไม่หล่นมาหาคุณเอง” กล่าว เจมส์-เอ็มเกอร์ “คุณอาจจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาก แต่มันก็ไม่มีความหมายหากคุณไม่สามารถขายพรสวรรค์นั้นได้”
โรซากิส์เห็นด้วย “คนมากมายมาเป็นฟรีแลนซ์โดยคิดว่า ฉันมีพรสวรรค์ สิ่งที่พวกเค้าจะต้องเข้าใจคือ มีคนมีพรสวรรค์มากมาย สิ่งที่ทำให้การเป็นฟรีแลนซ์ประสบความสำเร็จคือ ความแข็งแกร่งของรายชื่อลูกค้า”
การสร้างฐานลูกค้า (client base) นั้นต้องการความอดทนและไม่ท้อแท้ คิดถึงคำปฏิเสธที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่อย่าให้มันห้ามคุณในการพยายามอีกครั้ง ลองนึกถึงพนักงานขายเสื้อผ้าที่ให้คุณลองกางเกง แต่คุณใส่มันไม่ได้ พนักงานขายที่ดีนั้นจะไม่รู้สึกเสียใจ แต่เค้าจะเอากางเกงตัวใหม่มาให้คุณลอง จนกว่าคุณจะซื้ออะไรบางอย่าง
เริ่มจริงจัง
เมื่อคุณเห็นว่าคุณเริ่มจะทำเงินมากพอที่การเป็นฟรีแลนซ์ของคุณกำลังจะเป็นธุรกิจที่น่าจะประสบความสำเร็จ มันถึงเวลาที่คุณจะต้องทำให้แน่ใจว่า ตัวคุณเองและลูกค้าของคุณจริงจังกับธุรกิจของคุณ นั่นหมายถึงการทำมากกว่าการสั่งซื้อนามบัตรสวยๆ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน สัญญา (contract) เป็นสิ่งสำคัญฟรีแลนซ์หลายคนมักจะมองข้ามมันไป และให้ลูกค้าทำการจัดทำหรือไม่มีการจัดทำสัญญาเลย นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกนัก และอาจจะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงได้
“ปกป้องตัวคุณเอง” ย้ำรัสตี้ ฟิชเชอร์ ผู้เขียน Freedom to Freelance รัสตี้แนะนำให้ดูตัวอย่างสัญญาของฟรีแลนซ์คนอื่นๆ และนำมาปรับใช้ในสัญญาของคุณเอง หลังจากนั้นก็ให้ทนายของคุณตรวจดูว่าสิทธิของคุณนั้นได้รับการปกป้อง
การจัดตั้งระบบบัญชีนั้นก็เป็นความจำเป็นอีกอย่าง มันจะไม่เพียงช่วยเตือนว่าคุณต้องจ่ายอะไรบ้าง แต่การเก็บบันทึกบัญชีที่ดีนั้นจะทำให้การตรวจสอบใดๆนั้นง่ายขึ้น
ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณอยู่ การมีเวบไซต์ (website) นั้นอาจจะช่วยคุณทำการตลาดบริการของคุณได้ ถ้าหากคุณมีภาพตัวอย่างในสิ่งที่คุณทำ เช่น การออกแบบภูมิทัศน์ (landscape) หรือเสื้อผ้าเพื่อการละคร เวบไซต์นั้นจะทำหน้าที่เหมือน portfolio ของคุณ และแนะนำงานของคุณให้กับลูกค้าในอนาคต
รู้จักตัวเอง
การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก่อนที่คุณจะเริ่มการเป็นฟรีแลนซ์อย่างจริงจังคือ การตัดสินใจว่าการใช้ชีวิต (lifestyle) แบบนี้เข้ากับลักษณะนิสัยของคุณหรือไม่ คุณควรจะคิดให้ดีก่อนที่คุณจะทำการผูกมัดกับ lifestyle และการทำงาน (workstyle) ที่อาจจะไม่เหมาะกับตัวคุณ
และในขณะที่คุณไม่มีเจ้านาย คุณยังต้องรายงานตัวกับคนๆหนึ่ง นั่นคือตัวคุณเอง นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่การมีวินัยในตัวเอง (self-discipline) คือกุญแจในการนำการฟรีแลนซ์ของคุณจากงานอดิเรก ไปเป็นธุรกิจที่สามารถพัฒนาได้
แม้ว่าการโดดงานไปดูหนังตอนบ่ายๆอาจจะเป็นสิ่งที่น่ายั่วยวน แต่โดนส่วนมากแล้ว สิ่งเหล่านี้จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ต้องทำงานมากชั่วโมงกว่าปกติในหนึ่งสัปดาห์ แต่ตารางงานของคุณอาจจะไม่ยืดหยุ่นได้อย่างที่คุณคิด นั่นก็เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของคุณนั้นทำงานในเวลาปกติ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น และการที่คุณจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อพวกเค้าอยู่เสมอนั้นก็หมายถึงว่าคุณจะต้องทำงานในเวลาปกติ
ชีวิตของการเป็นฟรีแลนซ์นั้นโดดเดี่ยว ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ดูดกินพลังงานจากคนอื่น การเป็นฟรีแลนซ์อาจจะเป็นหนทางที่โดดเดี่ยวเกินไป แต่สำหรับผู้ที่ต้องการมันก็ไม่ต้องหมดหวัง ยังมีทางทดแทนให้กับการขาดการติดต่อประจำวันได้ มีฟรีแลนซ์หลายคนเลือกที่จะเป็นฟรีแลนซ์นอกสถานที่ ซึ่งพวกเค้าจะทำงานร่วมกับผู้อื่นในที่ทำงานของผู้ว่าจ้างเป็นการชั่วคราว บางกลุ่มก็หันไปหากลุ่มเพื่อนร่วมสายงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ
การเติบโตของการเป็นฟรีแลนซ์นั้นต้องใช้เวลา ต้องใช้เวลาในการตั้งตัวคุณเอง และต้องใช้เวลาในการทำเงิน ทั้งหมดนี้สามารถทำให้คุณคลั่งและทำให้คุณไม่ได้นอนได้ แต่ด้วยความสามารถ ความอดทน และโชคอีกนิดหน่อย การเป็นฟรีแลนซ์จะเป็นหนึ่งในวิธีการทำงานที่มีผลตอบแทนที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
ตัวเลือกการเป็นฟรีแลนซ์
ข้างล่างนี้เป็นงานฟรีแลนซ์ที่พบเห็นมากที่สุด
• นักบัญชี
• เซฟทำอาหาร
• คนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
• คนจัดงาน event ของบริษัท
• คนใส่ข้อมูล
• วิศวกร
• คนทำอนิเมชั่นในหนัง
• นักวางแผนการเงิน
• นักจัดดอกไม้
• คนซ่อมเฟอร์นิเจอร์
• กราฟฟิคดีไซเนอร์
• หมอนวดรักษา
• ช่างถ่ายรูป
• นักสืบส่วนตัว
• ที่ปรึกษาด้านการขาย/การตลาด
• พนักงานขายทางโทรศัพท์
• นักแปล
• ครูสอนพิเศษ
• นักออกแบบเวบไซต์
• นักเขียน
ป้ายกำกับ:
ความรู้ทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
การบริหารสินค้าคงคลังให้เหมาะสม ควรทำอย่างไร
การบริหารสินค้าคงคลังที่ดี เป็นการลดต้นทุนของธุรกิจได้มาก เพราะค่าสถานที่เก็บสินค้า ค่าพนักงานดูแล ค่าระบบตรวจสอบ ค่าสูญเสียจากสินค้าเก่าเก็บหรือเสื่อมสภาพ ล้วนเป็นต้นทุนทางธุรกิจทั้งสิ้น ยังไม่รวมถึง ความเสี่ยงหากเกิดไฟไหม้ น้ำท่วม ปลวกหรือมอดกัดกิน ถูกลักขโมย ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่นำไปสู่ความสูญเสียทางธุรกิจ
การทำธุรกิจที่ดีนั้น ควรทำให้ระดับสินค้าคงคลัง มีน้อยที่สุด แต่เพียงพอ ไม่ขาดมือ และไม่สูญเสียโอกาสในการขาย เรื่องนี้ฟังดูง่ายแต่ทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะหากมีสต็อกน้อยเกินไป หากของหมดไม่มีขาย ของที่สั่งไปก็ยังไม่มาแต่ลูกค้าต้องการแล้ว ลูกค้าก็อาจไปซื้อจากที่อื่น ทำให้สูญเสียลูกค้าไป แต่ถ้ามีทุกแบบให้เพียงพอต่อการเลือกสรรของลูกค้า ก็ทำให้ทุนจม บางแบบขายไม่ดีก็เก็บจนเก่าหรือใกล้หมดอายุ ต้องนำมาขายเลหลังขาดทุน
การจัดการเรื่องนี้ ต้องมีระบบฐานข้อมูลสินค้าเข้ามาช่วยครับจึงจะดี คือมีการบันทึกไว้ทุกเดือนว่า สินค้าอะไร ขายได้มากน้อยเท่าไหร่ ขายหมดภายในกี่วัน ช่วงไหนขายดีเป็นพิเศษ เช่น สินค้าตามฤดูกาล หรือ ตามเทศกาล เป็นต้น สินค้าตัวที่ขายไม่ค่อยได้ ก็ไม่ต้องสั่งมาเก็บสำรองไว้มากนัก หากลูกค้าสั่งค่อยโทรสั่งผู้ผลิตหรือผู้จัดส่งอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ลูกค้าไปซื้อจ้าวอื่นก็ยังไม่เสียหายมากนัก เพราะนานๆมีลูกค้าที่อยากได้ของในแบบชิ้นนี้สักคน เป็นต้น
การกำหนดจำนวนขั้นต่ำที่จะสั่งซื้อให้สินค้าทุกรายการนั้นสำคัญ โดยกำหนดว่า หากสินค้าลดลงถึงระดับที่กำหนด ก็จะถูกสั่งซื้อโดยทันที โดยมีการเผื่อเวลาผลิตและจัดส่ง หรือ Lead Time เอาไว้ด้วย สินค้าบางอย่างมี Minimum Order Quantity หรือ จำนวนการสั่งซื้อขั้นต่ำ ที่ต้องเป็นไปตามผู้ผลิตหรือผู้จัดส่ง หากสั่งน้อยกว่านี้จะไม่ส่งให้ หรือ คิดที่ราคาสูง ประเด็นนี้ก็ต้องนำมาพิจารณาเช่นกัน
อายุการเก็บรักษาของสินค้า มีความสำคัญมากต่อการสั่งซื้อเช่นกัน สินค้าบางอย่างมีอายุการเก็บรักษาจำกัด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง เป็นต้น หากเก็บนานเกินไป อายุก็เหลือน้อย ต้องทิ้งทั้งหมด สูญเสียเปล่าๆ รวมถึงสินค้าแฟชั่นด้วยครับ หากพ้นช่วงที่คนนิยมไปก็จะขายไม่ออก หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากเลยเวลาก็ตกรุ่นขายไม่ได้ราคา หากสินค้าอายุสั้น เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุด บางธุรกิจจะใช้วิธีสั่งสินค้าตัวอย่างมาเพียง 1-2 ชิ้นเท่านั้น ตัวที่วางโชว์เป็นของจำลอง เช่นโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น เมื่อของที่สั่งมาขายได้แล้วจึงค่อยสั่งสินค้าเข้ามาเพิ่ม
เรื่องการรักษาระดับสินค้าคงคลังที่เหมาะสมนั้น ไม่มีกฎตายตัว ขึ้นอยู่กับสินค้าแต่ละประเภท ความยากง่ายในการซื้อหา ราคา อายุการเก็บรักษา ความรวดเร็วในการจัดส่ง ภาวะตลาด ระดับเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ ฯลฯ ดังนั้น เจ้าของกิจการต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ว่าสินค้าใดขายดี ขายไม่ดีอย่างไร หากระบบสามารถบันทึกและแสดงผลเป็น Real Time หรือ ทันทีทันใดตลอดเวลาได้ยิ่งดี ซึ่งแบบนี้อาจต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วย แต่อย่างน้อยต้องติดตามทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ทั้งนี้แล้วแต่ประเภทของธุรกิจ
การทำธุรกิจที่ดีนั้น ควรทำให้ระดับสินค้าคงคลัง มีน้อยที่สุด แต่เพียงพอ ไม่ขาดมือ และไม่สูญเสียโอกาสในการขาย เรื่องนี้ฟังดูง่ายแต่ทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะหากมีสต็อกน้อยเกินไป หากของหมดไม่มีขาย ของที่สั่งไปก็ยังไม่มาแต่ลูกค้าต้องการแล้ว ลูกค้าก็อาจไปซื้อจากที่อื่น ทำให้สูญเสียลูกค้าไป แต่ถ้ามีทุกแบบให้เพียงพอต่อการเลือกสรรของลูกค้า ก็ทำให้ทุนจม บางแบบขายไม่ดีก็เก็บจนเก่าหรือใกล้หมดอายุ ต้องนำมาขายเลหลังขาดทุน
การจัดการเรื่องนี้ ต้องมีระบบฐานข้อมูลสินค้าเข้ามาช่วยครับจึงจะดี คือมีการบันทึกไว้ทุกเดือนว่า สินค้าอะไร ขายได้มากน้อยเท่าไหร่ ขายหมดภายในกี่วัน ช่วงไหนขายดีเป็นพิเศษ เช่น สินค้าตามฤดูกาล หรือ ตามเทศกาล เป็นต้น สินค้าตัวที่ขายไม่ค่อยได้ ก็ไม่ต้องสั่งมาเก็บสำรองไว้มากนัก หากลูกค้าสั่งค่อยโทรสั่งผู้ผลิตหรือผู้จัดส่งอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ลูกค้าไปซื้อจ้าวอื่นก็ยังไม่เสียหายมากนัก เพราะนานๆมีลูกค้าที่อยากได้ของในแบบชิ้นนี้สักคน เป็นต้น
การกำหนดจำนวนขั้นต่ำที่จะสั่งซื้อให้สินค้าทุกรายการนั้นสำคัญ โดยกำหนดว่า หากสินค้าลดลงถึงระดับที่กำหนด ก็จะถูกสั่งซื้อโดยทันที โดยมีการเผื่อเวลาผลิตและจัดส่ง หรือ Lead Time เอาไว้ด้วย สินค้าบางอย่างมี Minimum Order Quantity หรือ จำนวนการสั่งซื้อขั้นต่ำ ที่ต้องเป็นไปตามผู้ผลิตหรือผู้จัดส่ง หากสั่งน้อยกว่านี้จะไม่ส่งให้ หรือ คิดที่ราคาสูง ประเด็นนี้ก็ต้องนำมาพิจารณาเช่นกัน
อายุการเก็บรักษาของสินค้า มีความสำคัญมากต่อการสั่งซื้อเช่นกัน สินค้าบางอย่างมีอายุการเก็บรักษาจำกัด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง เป็นต้น หากเก็บนานเกินไป อายุก็เหลือน้อย ต้องทิ้งทั้งหมด สูญเสียเปล่าๆ รวมถึงสินค้าแฟชั่นด้วยครับ หากพ้นช่วงที่คนนิยมไปก็จะขายไม่ออก หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากเลยเวลาก็ตกรุ่นขายไม่ได้ราคา หากสินค้าอายุสั้น เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุด บางธุรกิจจะใช้วิธีสั่งสินค้าตัวอย่างมาเพียง 1-2 ชิ้นเท่านั้น ตัวที่วางโชว์เป็นของจำลอง เช่นโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น เมื่อของที่สั่งมาขายได้แล้วจึงค่อยสั่งสินค้าเข้ามาเพิ่ม
เรื่องการรักษาระดับสินค้าคงคลังที่เหมาะสมนั้น ไม่มีกฎตายตัว ขึ้นอยู่กับสินค้าแต่ละประเภท ความยากง่ายในการซื้อหา ราคา อายุการเก็บรักษา ความรวดเร็วในการจัดส่ง ภาวะตลาด ระดับเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ ฯลฯ ดังนั้น เจ้าของกิจการต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ว่าสินค้าใดขายดี ขายไม่ดีอย่างไร หากระบบสามารถบันทึกและแสดงผลเป็น Real Time หรือ ทันทีทันใดตลอดเวลาได้ยิ่งดี ซึ่งแบบนี้อาจต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วย แต่อย่างน้อยต้องติดตามทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ทั้งนี้แล้วแต่ประเภทของธุรกิจ
ป้ายกำกับ:
นักธุรกิจต้องรู้...จึงจะรวย
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาด้วยวิธีเปรียบเทียบตลาดและวิธีต้นทุน
การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาด้วยวิธีเปรียบเทียบตลาดและวิธีต้นทุน
(โดย ศศิ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษา ส่วนบริการปรึกษาการเงินและการร่วมลงทุน ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.))
วิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาด้วยวิธีเปรียบเทียบราคาตลาด (Market Approach) และวิธีต้นทุน (Cost Approach) ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่วิธีการที่กำหนดไว้ ตามแนวทางและวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาที่กำหนดขึ้นโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่ในบางกรณีมูลค่าที่ได้จากวิธีทั้งสองกลับสามารถลดข้อโต้แย้ง และใช้ในการเจรจาตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับหน่วยงานหรือสถาบันการเงินได้เหมาะสมกว่าวิธีรายได้
วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด (Market Approach)
โดยหลักการในการประเมินราคาโดยวิธีเปรียบเทียบราคาตลาด หรือตามมูลค่าตลาดนี้จะอาศัยข้อมูลตลาดหรือหลักฐานการซื้อขายในตลาดของทรัพย์สินที่คล้ายคลึงกัน เป็นการกำหนดเปรียบเทียบว่าราคาตลาดของทรัพย์สินนั้นมีมูลค่าเท่าใด ซึ่งถือเป็นวิธีการหลักสำหรับการประเมินราคาทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่จับต้องได้ แต่ในกรณีของทรัพย์สินทางปัญญาหรือทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้นี้ วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ไม่ค่อยใช้หรือไม่มีการใช้กันเลยในการประเมินทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย จนทำให้ในบางครั้งเกิดความเข้าใจว่าไม่สามารถใช้วิธีการดังกล่าวกับการประเมินราคาทรัพย์สินทางปัญญาได้
สำหรับประเทศไทยก็อาจถือได้ว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากการหาราคาตลาด ข้อมูลตลาดหรือหลักฐานการซื้อขายในตลาดในการอ้างอิงเปรียบเทียบนั้น มีจำนวนน้อยรายหรืออาจเรียกได้ว่าไม่สามารถหาข้อมูลได้เลย และข้อมูลการซื้อขายหรือการกำหนดมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกันก็มักจะไม่มีการเปิดเผย รวมถึงข้อมูลอ้างอิงทางอ้อมก็ยังไม่มีสามารถอ้างอิงได้
แต่ในข้อเท็จจริงแล้วสำหรับในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการทำธุรกิจอย่างแพร่หลาย เช่น สหรัฐอเมริกา ราคาตลาดที่ปรากฏของทรัพย์สินทางปัญญา สามารถหาฐานราคาอ้างอิงในการประเมินมูลค่าได้ในตลาดหลักทรัพย์ และมักจะเป็นราคาที่ปรากฏในตลาดต่อรอง OTC (Over the Counter) เช่น ตลาด NASDAQ
หุ้นของธุรกิจส่วนใหญ่ในตลาด NASDAQ นี้เป็นหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี หรือประเภทธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาโดยส่วนใหญ่ ซึ่งอาจคำนวณจากอัตรา P/E Ratio (Price per Earning Ratio) ของธุรกิจที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในลักษณะแบบเดียวกันหรือเทียบเคียงกัน เพื่อคำนวณหามูลค่าของธุรกิจ (Business Value) ซึ่งก็จะสามารถหามูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ถือเป็นสินทรัพย์ของธุรกิจในลักษณะเชิงเปรียบเทียบได้
วิธีการกำหนดมูลค่าในรูปของมูลค่าของธุรกิจแบบดังกล่าวนี้ มักถูกนำมาใช้จากนักลงทุนหรือกองทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมีความสนใจในธุรกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการไทย โดยเสนอวงเงินต่อผู้ประกอบการในการเข้ามาร่วมธุรกิจในลักษณะของหุ้นส่วน (Partnership) หรือการร่วมทุน (Joint Venture)
จากการขาดความเข้าใจถึงวิธีการหรือที่มาในการกำหนดมูลค่าหุ้นด้วยวิธีการประเมินตามราคาตลาดในลักษณะนี้ ทำให้ในบางครั้งผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้ว่า มูลค่าการเข้าหุ้นหรือการร่วมทุนที่ต่างชาติเสนอนี้ มีที่มาจากวิธีการใดและเป็นธรรมกับตนเองหรือไม่
เนื่องจากในปัจจุบันข้อมูลตลาดของทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยนั้น ยังไม่มีจำนวนข้อมูลมากเพียงพอที่จะใช้อ้างอิงได้เหมือนกับข้อมูลในตลาดต่างประเทศ แต่ในอนาคตเมื่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการดำเนินการแพร่หลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีธุรกิจใหม่ๆที่เกิดขึ้นและเติบโตจนสามารถดำเนินการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ว่าจะเป็นตลาด MAI หรือ SET ก็จะทำให้มีข้อมูลเพียงพอ ที่จะใช้วิธีการเปรียบเทียบราคาตลาดในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาได้เช่นเดียวกันกับวิธีประเมินแบบอื่น
วิธีต้นทุน (Cost Approach)
หลักการในการประเมินราคาโดยวิธีเปรียบเทียบตามวิธีต้นทุนนี้ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการประเมินราคาตามมูลค่าทดแทนสุทธิ (The Depreciated Replacement Cost Basis of Valuation) สำหรับการประเมินทรัพย์สินประเภทที่จับต้องได้ (Tangible Asset) เช่น อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับต้นทุนของสิ่งปลูกสร้าง หรือต้นทุนค่าก่อสร้างว่าต้องใช้ต้นทุนทั้งหมดเท่าใดจึงจะสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินนั้นได้ ซึ่งจะประกอบด้วยการประเมินหรือการคิดมูลค่าของต้นทุนวัตถุดิบในการผลิต ต้นทุนค่าแรงงานในการผลิต ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการผลิต และอาจรวมผลกำไรจากการดำเนินการ จนได้ทรัพย์สินที่แล้วเสร็จสมบูรณ์
ในขณะที่ทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นทรัพย์สินประเภทจับต้องไม่ได้ (Intangible Asset) นั้นก็สามารถประยุกต์ใช้ในหลักการเดียวกัน เพียงแต่ต้นทุนวัตถุดิบหลักและต้นทุนแรงงานการผลิตจะรวมเข้าอยู่ด้วยกัน คือต้นทุนของสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ของผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือมาจากบุคลากรในทีมผู้ประดิษฐ์หรือผู้พัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้น แม้ว่าอาจจะมีต้นทุนวัตถุดิบอื่นที่จับต้องได้รวมอยู่ เช่น ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ คอมพิวเตอร์ Software ต่างๆ อยู่ด้วยก็ตามโดยหลักการทั่วไปในกรณีที่ต้องการประเมินทรัพย์สินทางปัญญาด้วยวิธีต้นทุนจะมีต้นทุนหลัก 2 ส่วนคือต้นทุนค่าแรงหรือค่าความคิดและต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้น
เพื่อให้เห็นภาพในแนวทางการคิดโดยวิธีการดังกล่าว สมมติว่ามีผู้ประกอบการรายหนึ่งต้องการนำทรัพย์สินทางปัญญาของตนซึ่งได้พัฒนาขึ้นแล้วเสร็จโดยใช้ระยะเวลา 2 ปี ด้วยตนเองเพียงผู้เดียว เพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากหน่วยงานหรือสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการดังกล่าวใช้วิธีต้นทุนในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาของตนชิ้นนี้ จะมีรายละเอียดที่ปรากฏในการกำหนดต้นทุนต่างๆในลักษณะตัวอย่างการคำนวณดังนี้คือ
ต้นทุนค่าความคิดหรือค่าแรง
จะเป็นการคิดตามอัตราค่าจ้าง ค่าแรงงาน ในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่เริ่มต้นจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยการคิดค่าแรงจะคิดจากจำนวนบุคลากร x อัตราค่าแรงงานที่กำหนด x จำนวนเวลาที่ดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ สมมติว่าผู้ประกอบการคิดค่าแรงหรือค่าความคิดของตนในอัตรา 100,000 บาทต่อเดือน เวลาทำงานเฉลี่ย 25 วันต่อเดือน โดยเวลาทำงานเฉลี่ยแต่ละวันเท่ากับ 8 ชั่วโมง
ดังนั้นอัตราค่าแรงงานที่ใช้ต่อชั่วโมงของผู้ประกอบการรายนี้จึงเท่ากับ 100,000 / 25 / 8 หรือเท่ากับ 500 บาทต่อชั่วโมง โดยจากเริ่มต้นจนพัฒนาแล้วเสร็จใช้เวลาประมาณ 2 ปี เท่ากับ 4,800 ชั่วโมง และพัฒนาด้วยตนเองแต่เพียงผู้เดียวไม่มีผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
(การคิดในเรื่องจำนวนเวลาจะคิดเป็นเดือนหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ แต่การคิดเป็นค่าแรงงานต่อชั่วโมงหรือเป็น Man/Hour จะง่ายและชัดเจนกว่า เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้วการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา มักจะไม่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเหมือนงานประจำ รวมถึงในกรณีมีผู้อื่นเข้ามาพัฒนาหรือมีการจ้างให้ผู้อื่นดำเนินการพัฒนาต่อก็จะสามารถคิดต้นทุนได้ง่ายกว่า รวมถึงสามารถแบ่งมูลค่างานออกตามจำนวนชั่วโมงที่บุคคลนั้นรับผิดชอบได้)
ดังนั้นค่าแรงงานหรือค่าความคิดของทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวจึงมีมูลค่าเท่ากับ 4,800 x 500 เท่ากับ 2,400,000 บาท
ต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการพัฒนา
ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นสามารถแยกออกได้เป็นหลายส่วน เช่น ต้นทุนค่าสถานที่ในการพัฒนา ต้นทุนค่าอุปกรณ์ในการพัฒนา ต้นทุนค่าเครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุดิบในการพัฒนา ต้นทุนค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง ต้นทุนดำเนินการต่างๆระหว่างการพัฒนา ต้นทุนในการจัดตั้งธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการพัฒนาเหล่านี้ควรแยกออกให้ละเอียดที่สุดเท่าที่เป็นได้ ตัวอย่างเช่น
• ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านสถานที่
สมมติว่าใช้สถานที่ในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของตนในพื้นที่ประมาณ 50 ตารางเมตร โดยประมาณการว่าค่าเช่าพื้นที่ดังกล่าวมีราคาค่าเช่าประมาณ 100 บาท/ตารางเมตรต่อเดือน (แม้ว่าจะใช้พื้นที่บ้านของตนในการพัฒนาก็ตาม เพราะถือว่าในข้อท็จจริงแล้วถ้าผู้ประกอบการไม่มีพื้นที่อยู่เดิม ก็มีความจำเป็นต้องไปเช่าพื้นที่ภายนอกในการดำเนินการ) เป็นเวลา 2 ปี ดังนั้นต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านสถานที่จึงเท่ากับ 2 x 50 x 100 x 12 เท่ากับ 120,000 บาท
• ต้นทุนค่าอุปกรณ์ในการพัฒนา
สมมติว่าใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ราคา 30,000 บาท พร้อม Application Software คือ Microsoft Office ราคา 12,000 บาท AutoCAD ราคา 300,000 บาท พรินเตอร์ Laser Color 1 เครื่อง ราคา 18,000 บาท โดยมีใบเสร็จรับเงินการซื้ออุปกรณ์ และ Software ทั้งหมดครบถ้วน โดยคิดว่าเครื่องมือและ Software ในการพัฒนาดังกล่าวมีอายุ 3 ปี และถือว่าเครื่องมือทั้งหมดนี้มีมูลค่าซากเท่ากับ 0 ดังนั้นต้นทุนของเครื่องมือในการพัฒนานี้เท่ากับ (30,000 + 12,000 + 300,000 + 18,000) x 2/3 เท่ากับ 240,000 บาท (การคำนวณใช้เพียง 2 ปีจากอายุเต็มการใช้งาน 3 ปี เนื่องจากถือเป็นต้นทุนเฉพาะที่นำมาใช้เฉพาะกับทรัพย์สินทางปัญญานี้เท่านั้น)
• ต้นทุนค่าเครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุดิบในการพัฒนา
สมมติว่าได้มีการลงทุนซื้อเครื่องมือด้านโลหะสำหรับการพัฒนาต้นแบบ พร้อมกับวัตถุดิบโลหะและวัตถุดิบเกี่ยวข้องต่างๆทั้งหมด โดยมีใบเสร็จรับเงินของอุปกรณ์หรือวัตถุดิบตั้งแต่เริ่มต้นจนแล้วเสร็จ เท่ากับ 500,000 บาท ดังนั้นต้นทุนค่าเครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุดิบในการพัฒนาเท่ากับ 500,000 บาท
• ต้นทุนค่าสาธารณูปโภคต่างๆ
สมมติว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ โทรสาร โดยเฉลี่ยทั้ง 2 ปี ในส่วนของการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาเดือนละ 10,000 บาท ดังนั้นต้นทุนค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เท่ากับ 2 x 12 x 10,000 เท่ากับ 240,000 บาท
• ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง
สมมติว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้ประกอบการชำระเงินค่าวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆที่เกิดขึ้นและได้เก็บใบเสร็จรับเงินไว้ครบถ้วน อันได้แก่ ค่าเครื่องเขียน แบบพิมพ์ หมึกพิมพ์ เป็นต้น เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท ดังนั้นต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองเท่ากับ 2 x 12 x 5,000 เท่ากับ 120,000 บาท
• ต้นทุนดำเนินการต่างๆ ระหว่างการพัฒนา
สมมติว่าในระหว่างการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้น ผู้ประกอบการได้จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่ายานพาหนะ ค่าดำเนินการติดต่อ หรือค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดต่างๆ โดยผู้ประกอบการประมาณการว่ามีค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวเกิดขึ้น เท่ากับ 1,500 บาท ต่อเดือน ดังนั้นต้นทุนดำเนินการต่างๆระหว่างการพัฒนา เท่ากับ 2 x 12 x 1,500 บาท เท่ากับ 36,000 บาท
• ต้นทุนในการจัดตั้งธุรกิจ
โดยผู้ประกอบการตั้งใจจะนำทรัพย์สินทางปัญญญาของตนมาดำเนินธุรกิจ จึงได้นำทรัพย์สินทางปัญญานั้นไปดำเนินการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และได้ดำเนินการติดต่อที่ปรึกษาด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทที่ปรึกษา ทนายความ เพื่อจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา จัดตั้งบริษัท จัดทำแผนธุรกิจ โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามเอกสารสัญญา ประมาณ 100,000 บาท ดังนั้นต้นทุนในการจัดตั้งธุรกิจจากทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวจึงเท่ากับ 100,000 บาท
ดังนั้นมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการรายดังกล่าวนี้ จึงมีผลลัพธ์ในมูลค่าตามวิธีต้นทุนจากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ เท่ากับ 2,400,000 + 120,000 + 240,000 + 500,000 + 240,000 + 120,000 + 36,000 + 100,000 เท่ากับ 3,756,000 บาท หรือประมาณ 3,800,000 บาท
จากราคาประเมินดังกล่าวหน่วยงานหรือสถาบันการเงิน อาจจะยอมรับมูลค่าในทุกๆรายการหรืออาจเพียงบางรายการก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วถ้าผู้ประกอบการมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือก็มักจะไม่เกิดข้อโต้แย้งขึ้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการได้จ่ายไปแล้วจริงและมีหลักฐานอ้างอิงที่ยอมรับได้
ตามที่กล่าวมาในตอนที่แล้วว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยพอใจ เกี่ยวกับมูลค่าราคาทรัพย์สินทางปัญญาที่มาจากวิธีต้นทุน เพราะมีความแตกต่างของมูลค่าเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าที่คิดตามวิธีรายได้มาก เช่น ตามวิธีต้นทุนมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาอาจอยู่ระดับ 3-4 ล้านบาท แต่มูลค่าตามวิธีรายได้อาจอยู่ถึงหลายสิบล้านบาทหรือหลักร้อยล้านบาท อันเนื่องจากประมาณการรายได้ที่สูงเกินไป
ในขณะที่กำหนดอัตราคิดลดกระแสเงินสด (Discount Rate) ที่ต่ำจนเกินไป ซึ่งส่งผลให้มูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาตามวิธีรายได้มีมูลค่าสูงจนอาจถึงสูงเกินจริง ทำให้ผู้ประกอบการมักจะขอเลือกใช้มูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาของตนจากวิธีรายได้เป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่ผู้ประกอบการลงทุนไปจริงในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้นก็อยู่ที่ 3-4 ล้านบาท หรืออาจจะน้อยกว่าจากมูลค่าตามที่คำนวณตามวิธีต้นทุนเสียอีก
และวีธีต้นทุนดังกล่าวนี้จะเป็นวิธีที่เหมาะสมหรือง่ายต่อการตีมูลค่าเป็นทุนของธุรกิจ เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนแท้จริงของธุรกิจอันได้มาซึ่งทรัพย์สินทางปัญญานั้น ซึ่งถ้าผู้ประกอบการเก็บรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น เอกสารใบเสร็จรับเงิน เอกสารสัญญา เอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆ ก็จะทำให้มีความน่าเชื่อถือในที่มาของต้นทุนที่กำหนดได้เป็นอย่างดี
อีกทั้งในส่วนที่ขาดก็ยังอาจสามารถเปรียบเทียบจากข้อมูลหรือแหล่งที่มาของค่าใช้จ่ายได้โดยง่าย ยกเว้นส่วนของค่าแรงหรือค่าความคิด ซึ่งบางครั้งพบว่าผู้ประกอบการบางรายกำหนดขึ้นจนเกินจริงเกินกว่าที่จะยอมรับได้ เช่น บอกว่าอัตราค่าแรงจากค่าความคิดของตนเท่ากับเดือนละ 500,000 บาท หรือบอกว่าตนเองพัฒนามาแล้วเป็นเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี จึงขอคิดค่าแรงเดือนละ 500,000 บาทนี้ เป็นเวลา 10 ปี หรือเท่ากับ 60 ล้านบาท ทำให้ยากที่จะเป็นที่ยอมรับได้ต่อบุคคลภายนอก
เกี่ยวกับประมาณการหรือสมมติฐานดังกล่าว ซึ่งโดยปกติแล้วค่าแรงหรือค่าความคิดควรใกล้เคียงกับอัตราค่าจ้างในตลาด รวมถึงเวลาในการพัฒนาที่ยอมรับโดยทั่วไปที่ใช้ จะอยู่ไม่เกินประมาณ 3 ปี แต่ก็อาจอนุโลมได้ถึง 5 ปี ถ้าทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีความซับซ้อน แต่ก็ต้องมีหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับการพัฒนาต้นแบบของทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นที่น่าเชื่อถือด้วย
จะเห็นได้ว่าในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ การกำหนดมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาด้วยวิธีต้นทุน จึงเหมาะสมกว่าการกำหนดมูลค่าด้วยวิธีรายได้ เพราะสะดวกต่อการบันทึกบัญชีเป็นทุนของธุรกิจในส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เนื่องจากสามารถสอบย้อนข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนที่จ่ายไป และถ้าผู้ประกอบการหรือเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ได้มีการเก็บหรือบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ก็จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องของมูลค่าหรือต้นทุนการได้มา ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตของธุรกิจสามารถลงนามรับรองงบการเงินของธุรกิจ ในเรื่องของการนำมาใช้เพื่อเป็นทุนของธุรกิจ และยังขจัดข้อโต้แย้งระหว่างตัวผู้ประกอบการกับหน่วยงานหรือสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี
แต่อย่างไรก็ตามควรมีการใช้ราคาประเมินตามวิธีรายได้ประกอบการพิจารณาด้วย เพราะส่งผลในการพิจารณาให้ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น (Premium) หรือการพิจารณาในการเพิ่มข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา ในกรณีที่มีประมาณการรายได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ตามวิธีรายได้ เช่น ในเรื่องของมูลค่าหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกัน หรือการเพิ่มวงเงินสนับสนุนจากหน่วยงานหรือสถาบันการเงิน ถ้าทรัพย์สินนั้นสามารถสร้างรายได้ตามประมาณการที่กำหนด โดยผู้ประกอบการอาจขอให้มีการพิจารณาในการสนับสนุนหรือมีการประเมินราคาทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นรายปี เพื่อพิจารณาว่ามูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาของตนนั้นในแต่ละปีมีมูลค่าเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด
แต่มิใช่เป็นการยืนยันตั้งแต่เริ่มต้นของผู้ประกอบการที่จะต้องให้ใช้ราคาประเมินตามวิธีรายได้ที่กำหนดตั้งแต่แรกป็นหลักสำคัญ ในการกำหนดวงเงินสนับสนุนจากหน่วยงานหนือสถาบันการเงิน เพราะประมาณการดังกล่าวก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่คาดเดาเอา จากสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแทบทั้งสิ้น ซึ่งอาจไม่เป็นไปไปตามที่คาดหวังและเป็นความเสี่ยงสำคัญของทางหน่วยงานหรือสถาบันการเงินในการพิจารณา จนทำให้เกิดปัญหาในการสนับสนุนทางการเงินจากทรัพย์สินทางปัญญา ที่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเฉกเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ในตอนหน้าซึ่งเป็นตอนสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญากับการทำธุรกิจ จะเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ ในการนำทรัพย์สินทางปัญญาของตนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ว่าควรมีการดำเนินการอย่างไรจึงจะไม่เกิดปัญหา และสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญานั้นในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ป้ายกำกับ:
ความรู้ทั่วไป
วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553
คำแนะนำสำหรับผู้สนใจเป็นนักเขียน
ความรู้ที่น่าสนใจ นำมาฝากผู้อ่าน Blog
(ขอขอบคุณข้อมูลความรู้จาก บรรณาธิการ สำนักพิมพ์แจ่มใส)
สาเหตุหลัก ที่ทำให้คนอยากเป็นนักเขียน ก็คือ "อ่านมาก" คนเราพอได้อ่านหนังสือไปมากๆ ก็มักอยากระบายออกมา บ้าง บางคนกลายเป็นนักพูด (นักพูดที่ดีมักเป็นนักอ่านตัวยงด้วยแทบทั้งสิ้น) เพราะชอบพูด ในขณะที่บางคนจะรู้สึกคันไม้ คันมืออยากจะเขียนมากกว่า ผมว่ามันก็มีส่วนคล้ายกับสัญชาติญาณการสืบพันธุ์ของคนเรากลายๆ แต่มันคือสัญชาตญาณ ของการสืบทอดทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณ อารมณ์ วัฒนธรรม และวิทยาการของมนุษย์นั่นเอง อาการนี้ก็เป็นกันมาตั้งแต่ โบราณ ถือเป็นสิ่งปกติของปัญญาชน แรงขับดันอันนี้จึงก่อให้เกิดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และการถ่ายทอดทางภูมิปัญญา สืบสานต่อเนื่องเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้
งานเขียน ถือเป็นศิลปะอันล้ำลึกอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ผู้เขียนอยากจะสื่อสารแก่ผู้อ่าน บางคนถนัดที่จะใช้วิธีบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา (พวกตำราวิชาการจะใช้วิธีนี้แทบทั้งหมด) บางคนชอบใช้การอุปมา อุปไมย โดยใช้บุคคลหรือสัญญลักษณ์ บางคนใช้คำบอกเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ในขณะที่บางคนชอบใช้ สำนวนที่แปลกออกไปหรือบอกเล่าอย่างคลุมเครือแทน ทว่าสิ่งที่แสดงออกในงานเขียนของแต่ละคน มักสะท้อนถึงความรู้สึก นึกคิด นิสัยใจคอ ตลอดถึงความเชื่อและทัศนคติ ของผู้เขียนเรื่องนั้นๆ ได้ว่าเป็นคนลักษณะเช่นใด
ปัจจุบันนี้ คนไทยนิยมการอ่านหนังสือกันมากขึ้น ทำให้ตลาดของธุรกิจหนังสือในบ้านเราโตขึ้นทุกปี ทั้งกลุ่มของหนังสือ วิชาการและหนังสือวรรณกรรม ท่านที่เคยไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จะเห็นว่ามีสำนักพิมพ์เกิดขึ้นมามากมายราวกับ ดอกเห็ดหน้าฝนเลยนะครับ มีตัวเลขเฉลี่ยว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยของเรามีผู้ผลิตหนังสือออกสู่ท้องตลาด ประมาณวันละ 20 ปก หากเราคิดเสียว่าพิมพ์กันปกละ 500 เล่ม ก็จะมีหนังสือเกิดขึ้นวันละ 10,000 เล่ม คงจะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย เลย แต่สัดส่วนของสำนักพิมพ์และนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ คือได้รับการยอมรับจากตลาดนักอ่านมีอยู่ไม่ถึง 20 % นั่น หมายความว่าสำนักพิมพ์ที่ก่อตั้งขึ้น 100 แห่ง จะรอดปากเหยี่ยว ปากกามาได้ราว 10 กว่าแห่งเท่านั้นเอง ผมขอข้ามเรื่องของ ธุรกิจสำนักพิมพ์ไปก่อน โดยจะขอพูดถึงแต่เฉพาะมุมของ "นักเขียน" เท่านั้น
"นักเขียน" คือ ปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าสำนักพิมพ์จะอยู่รอดหรือไม่ ดังนั้นทุกสำนักพิมพ์จึงให้ความสำคัญกับนัก เขียนมาก หากเขาไม่มั่นใจเต็มร้อยกับผลงานของคุณ เขาคงไม่กล้าเสี่ยงแน่ นอกจากคุณจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเขา แต่สำนักพิมพ์ประเภทที่ว่านี้มักไปไม่รอด กล่าวคือเจ้าของสำนักพิมพ์ก็เป็นนักเขียนเอง และเพื่อนฝูงที่สนิทสนมก็อยากเป็น นักเขียนกันแทบทั้งนั้น พอหาเงินทุนได้ก้อนหนึ่งก็นำมาเปิดเป็นสำนักพิมพ์ แล้ววาดฝันว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างล้น หลามจากวงการหนังสือ พอเปิดตัวเข้าจริง กลับไม่เป็นไปตามที่คิด เงินทุนก็ร่อยหรอไปเรื่อยๆ จนต้องปิดตัวเองไปในที่สุด ในวงการหนังสือจะมีสำนักพิมพ์ประเภทนี้เกิดขึ้นและดับไปอยู่แทบจะตลอดเวลา คล้ายกับนักลงทุนกลุ่ม "แมงเม่า" ใน ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ปาน สิ่งเหล่านี้ยืนยันให้เห็นถึงมนตร์ขลังของ "หนังสือ" ได้ว่าเปี่ยมด้วยเสน่ห์เพียงใด
อุปสรรคของการเป็นนักเขียนให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
1. ความเชื่อมั่นในตัวเอง
คนจำนวนไม่น้อยที่มีพรสวรรค์ด้านการเขียนมาแต่กำเนิด แต่ไม่ได้แจ้งเกิดเป็นนักเขียนเต็มตัวเสียที สาเหตุมาจาก "ความอาย" ไม่กล้าเอางานที่ตัวเองเขียนไปเสนอตามสำนักพิมพ์ต่างๆ สุดท้ายเลยต้องแจกให้เพื่อนอ่านเล่นเท่านั้น ลอง ถามตัวเองว่า "กลัวอะไร" กลัวเขาจะปฏิเสธเหรอ หรือกลัวเสียฟอร์ม ถ้ายังไม่เคยลองดูเลยสักครั้ง ก็ไม่น่าปล่อยให้ความวิตก กังวลมาเป็นอุปสรรคจนต้องล้มเลิกความตั้งใจเลยนะครับ ลองดูเถอะ นึกเสียว่าซื้อล็อตเตอรี่ก็แล้วกัน เผื่อจะมีโชคกับเขาบ้าง ว่าแต่คุณเชื่อมั่นในผลงานของตัวเองหรือยังว่ามันดีพอ ถ้าคิดว่ายังก็รีบปรับปรุงต้นฉบับเสียใหม่ให้ดียิ่งขึ้น พอจะบอกตัวเอง ได้ไหมว่า "คุณคือนักเขียนที่มีความสามารถสูง" ถ้าตัวคุณเองยังไม่เชื่อเลยว่าจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ แล้วจะให้แมวที่ไหนมา เชื่อเล่าครับ มีสุภาษิตจีนเขาบอกว่า "หมื่นลี้ ก็ต้องมีก้าวแรก" ตราบใดที่คุณยังไม่กล้าที่จะก้าวเท้าออกมาเป็นก้าวแรก การ เดินทางหมื่นลี้ก็ยังเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงได้หรอกครับ
2. ความตั้งใจจริง
หลายคนที่เคยเสนองานให้สำนักพิมพ์พิจารณาสัก 1-2 แห่ง เมื่อเขาไม่สนใจผลงานของตน ก็เป็นอันพับความฝันเสีย แล้ว แสดงว่าเขาไม่เชื่อคำพูดที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จจะอยู่ที่นั่น" งานเขียนเป็นงานที่แสดงถึงความตั้งใจ จริงของผู้เขียนได้ดี ว่ามีความพิถีพิถันต่อคุณภาพของงานของตนเองเพียงใด ผมเคยอ่านนิยายอยู่เรื่องหนึ่ง ต้นเรื่องพระเอก เขามีชื่อหนึ่ง สมมติว่าชื่อ "สุรชัย" ก็แล้วกัน แต่พอมาถึงกลางเรื่องเขากลายเป็น "สุรพล" ผมก็งงว่านายสุรพลนี่คือใคร ตัว ละครใหม่เหรอ ครั้นพอมาถึงท้ายเรื่องเจ้าหมอนี่กลับมาชื่อ "สุรชัย" อีกครั้ง แสดงให้เห็นว่างานชิ้นนี้ "สุกเอา เผากิน" ขนาดหนักเลยทีเดียว อย่าลืมนะครับ อย่าให้ความล้มเหลวชั่วขณะ มาบั่นทอนสมาธิและความมุ่งมั่นในการทำงานของคุณได้ เชื่อเถอะครับว่า "ความสำเร็จรออยู่ สำหรับทุกคนที่ทำงานด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น และไม่ย่อท้อ" หากคิดจะทำงานเพียงเพื่อเงิน ทองและชื่อเสียง คุณจะเหมือนดอกไม้ไฟ ที่เปล่งประกายได้เพียงชั่วขณะ ก่อนที่จะดับวูบไปตลอดกาล
3. การพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
แม้แต่นักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้ว ยังต้องเจออุปสรรคข้อนี้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่ายิ่งดังก็ยิ่งกดดันว่ายังงั้นเถอะ ลองนึกถึง หัวอกของ J.K. Rowling ผู้เขียนเรื่อง Harry Potter ดูเถอะครับ ว่าเธอต้องแบกรับความคาดหวังจากแฟนทั่วโลก ที่เฝ้ารอ คอยตอนใหม่ของ Harry Potter อยู่อย่างใจจดใจจ่อ ถ้าผลงานของเธอลดลงไปจากที่เคยสร้างไว้ เธอถูกแฟนๆ สับเละเป็นโจ๊ก โดนระเบิดแน่ แม้ว่าคุณจะเพียงเป็นนักเขียนหน้าใหม่ ที่อาจจะไม่มีใครมาคาดหวังอะไรกับผลงานของคุณมากนักก็ตาม แต่คุณก็ยังจำเป็นต้องสร้างเสริมนิสัยในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอเอาไว้ด้วย เพราะนี่คือลักษณะของผู้เป็นมืออาชีพของ ทุกวงการ ในการที่จะรักษาความสำเร็จที่ได้รับให้คงไว้ และพัฒนาสู่ความสำเร็จในระดับที่สูงยิ่งขึ้นต่อไปอีก
ทำอย่างไรจึงจะได้งานเขียนที่มีคุณภาพ
1. ศึกษาและสังเกต
นักเขียนที่ดีต้องอ่านให้มากเข้าไว้ โดยเฉพาะในแนวที่คุณสนใจอยากจะเขียน หากคุณตั้งเป้าอยากเป็นนักเขียน เรื่องสยองขวัญ เพราะชอบอ่านเรื่องของ "ใบหนาด" แต่คุณไม่เคยอ่านเรื่องของ Stephen King บ้างเลย เรื่องที่คุณเขียน ออกมา ก็จะมีกลิ่นอายของคุณลุง "ใบหนาด" มาอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย เพราะคุณได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของท่าน มาเต็มๆ อ่านเยอะยังไม่พอ ต้องหมั่นสังเกตด้วยว่า จุดเด่นของนักเขียนผู้นี้เป็นอย่างไร เมื่อตั้งข้อสังเกตบ่อยๆ แล้วคุณจะ พบว่าฝีมือในการเขียนของคุณจะพัฒนาไปได้เรื่อยๆ เพราะคุณก็จะเริ่มตั้งข้อสังเกตกับผลงานของคุณเองด้วยเช่นกัน
2. ฝึกฝนและทดลอง
ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่ท้องพ่อท้องแม่หรอกครับ การฝึกฝนจะทำให้เราเกิดความชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการทดลอง จะนำมาซึ่งความแปลกใหม่ในผลงานของเรา โดยเฉพาะนักเขียนที่เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว บางคนไม่กล้าขยับตัวออกไปจาก กรอบความคิดของผลงานเดิมๆ ที่เคยทำไว้ กลัวพลาด อย่างนี้เขาเรียกว่า "ตัน" เหมือนเวลาเราเข้าซอยตัน ก็ต้องหันหลัง เดินกลับทางเก่าที่เคยผ่านมา นักเขียนหลายคนที่ไม่ยอม "ตัน" ทางความคิด เขาไม่ยอมจำเจ หรือจมอยู่กับความสำเร็จ เดิมๆ เป็นอันขาด ระหว่างที่นักเขียนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยชื่อเสียงเดิม กับผลงานที่ย่ำอยู่กับที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้อ่านจะไล่ลง จากเวที คุณเล่าครับจะเลือกเดินแบบไหนดี
3. ค้นหาตัวเองให้พบ
ในงานศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานดนตรี จิตรกรรม ฯลฯ รวมถึงงานด้านการประพันธ์ด้วย สิ่งหนึ่งที่เหล่าศิลปิน เขาถือนักถือหนาคือ "การมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง" หากใครที่ยังไม่สามารถสร้างแนวทางเฉพาะตนขึ้นมาได้ เขายังถือ เสมือนเป็นนักศึกษาฝึกงานอยู่ เพราะยังต้องเที่ยวเลียนแบบรูปแบบงานของคนอื่นอยู่เรื่อยไป ทักษะและประสบการณ์ ยังไม่สามารถตกผลึกออกมาเป็นรูปแบบของตนเองได้ ใครก็ตามที่ได้ "ศึกษาและสังเกต" รวมไปถึง "ฝึกฝนและทดลอง" มาอย่างเพียงพอแล้ว ก็จะค้นพบรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเองได้ในที่สุด สำหรับนักเขียนที่มีประสบการณ์สูงแล้ว กลิ่นอาย และสำนวนของผลงาน สามารถบอกให้ผู้อ่านรู้ได้ว่าเป็นใคร โดยแทบไม่ต้องดูชื่อผู้เขียนเลยด้วยซ้ำ
4. เปิดใจรับคำวิจารณ์
การเปิดเผยผลงานออกสู่สาธารณะ ควรต้องเปิดใจให้กว้าง เพราะจะมีคนวิจารณ์อยู่เสมอ บางคนก็ว่าดี บางคนก็ว่า ห่วย ลองเปิดใจกว้างๆ แล้วรับฟังเหตุผลของเขาดูว่าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นคำตำหนิที่มีเหตุมีผล เราก็ควรถือเอาคำตำหนิ เหล่านี้มาเป็นครูของเรา แต่ถ้าเป็นคำตำหนิที่ไม่เป็นจริงตามที่เขาพูด เราก็ปล่อยมันลอยลมไป ก็เท่านั้นเอง อย่าถือตัว ตนว่าเราเก่งแล้ว ไม่ต้องการคำแนะนำจากใครอีกแล้ว มิเช่นนั้นในไม่ช้าไม่นานเราก็จะกลายสภาพเป็น "กบที่อยู่ใน กะลาครอบ" ไปเท่านั้นเอง
5. พัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง
ในโลกของการทำงานนั้น ไม่มีคำว่า "ดีที่สุด" หรือ "เก่งที่สุด" สิ่งที่ว่าดีแล้ว ย่อมทำให้ดีกว่าเดิมได้อยู่เสมอ คนที่ว่า เก่งแล้ว ก็ต้องมีคนที่เก่งกว่าอยู่เสมอ เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า "ผมเป็นคนเดินช้า แต่ไม่เคยหยุดเดิน หรือเดินถอยหลัง" นอก จากพรสวรรค์แล้ว คนที่รู้จักหาพรแสวงใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา เขาก็จะเดินก้าวไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ ส่วนที่ว่าจะเร็วหรือช้า นั้น นั่นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง งานเขียนหนังสือก็ควรมีการพัฒนารูปแบบของการเขียนอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน เราจะ สังเกตเห็นว่านักเขียนชั้นนำที่สามารถรักษาชื่อเสียงได้อย่างยาวนาน มักจะผลิตงานเขียนได้อย่างคงเส้นคงวา และมี รูปแบบแปลกใหม่ในการสร้างสรรค์อรรถรสให้แก่ผู้อ่านอยู่เสมอ
6. อดทน
บางทีความสำเร็จมันแวะไปเที่ยวอยู่กับคนอื่น ต้องรออีกหน่อยมันถึงจะมีเวลาแวะมาเยี่ยมเราบ้าง โดยเฉพาะงานรูป แบบใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำกับใคร มักจะโดนด่าเละก่อนเป็นธรรมดา คิดเสียว่าเขายังไม่คุ้นก็แล้วกัน อย่าเพิ่งท้อถอย อย่าเพิ่ง ล้มเลิก ทำมันต่อไปเถิด หากเราเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แล้ววันหนึ่งคนอื่นเขาก็จะเข้าใจเอง ลองย้อนมองดูนักเขียน ชั้นนำ ทั้งของไทยและต่างประเทศเถอะครับ มีใครบ้างที่ประสบความสำเร็จได้โดยทันที โดยไม่ต้องเรียนรู้คำว่า "อดทน"
ทำอย่างไรงานเขียนของคุณจึงได้รับการยอมรับจากสำนักพิมพ์
1. รู้เขา รู้เรา
อันดับแรกคุณต้องรู้จักตัวคุณเองอย่างดีพอเสียก่อน ไม่ใช่เขาถามว่า "ถนัดเขียนแนวไหน" แล้วคุณตอบเขาไปว่า "ถนัดทุกแนว" เป็นอันจบเห่ ไม่มีใครเชื่อหรอกครับว่าคุณจะมีอัจฉริยภาพถึงขนาดนั้น ระบุออกมาให้ละเอียดที่สุดเลย ว่าเรื่องของคุณเป็นแนวไหน เช่น "แนวคอมพิวเตอร์" มันก็ยังเป็นคำตอบที่กว้างมากเกินไป ควรระบุให้ชัดเจนไปเลย เช่น "การใช้งาน CAD/CAM ในวงการอุตสาหกรรม" นอกจากจะรู้ข้อมูลของตนเองแล้ว คุณยังควรทราบข้อมูลของสำนัก พิมพ์ที่คุณสนใจจะไปเสนองานเขาด้วยว่า เขามีนโยบายในการตีพิมพ์งานประเภทใดบ้าง หากคุณทะเร่อทะร่าเอางาน เขียน "การเขียนโปรแกรมภาษาซี" ไปเสนอแก่สำนักพิมพ์ธรรมสภา ซึ่งเขาพิมพ์แต่หนังสือธรรมะ หรือเอานิยาย "ผัว ดิฉันและเมียน้อยทั้งเจ็ด" ไปเสนอกับบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น ไม่ว่างานเขียนของคุณจะเลิศเลอเพียงใด มันก็ต้องลงไปอยู่ ในตะกร้าขยะของบรรณาธิการอย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนเสนองานกับใคร คุณควรรู้จักกับเขาบ้างพอสมควร
สำหรับสำนักพิมพ์แจ่มใสนั้น แนวหนังสือที่เรารับพิจารณา คือ "อ่านสนุก ปลุกกำลังใจ ให้ความรู้" ซึ่งฟังดูกว้างมาก เหลือเกิน ถ้าคุณไม่แน่ใจก็อีเมล์หรือโทรศัพท์มาคุยกันก่อนได้ ไม่ต้องเกรงใจเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยา ศาสตร์ เทคโนโลยี บันเทิง ท่องเที่ยว ฯลฯ แต่ถ้ากรณีอย่างนิยาย "ผัวดิฉันและเมียน้อยทั้งเจ็ด" นี่เราไม่รับ ทั้งที่ผู้ เขียนอาจแย้งได้ว่า "มันอ่านสนุกนะ" แต่บังเอิญเราไม่รู้สึกเช่นเดียวกับผู้เขียน เกี่ยวกับนิยายฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี งามของสังคมทำนองนี้ หรือตำราวิชาการ "การผ่าตัดหัวใจเทียมด้วยเทคนิคใหม่ล่าสุด" อันนี้ถือเป็นการ "ให้ความรู้" ก็จริง แต่เราคงรับไม่ได้ เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการอ่านหนังสือเล่มนี้ ทั่วประเทศไทยมีไม่ถึง 20 คน เป็นต้น
2. รู้จักสร้างจุดเด่นและความแตกต่างของงาน
ก่อนเริ่มงานเขียน คุณควรสำรวจท้องตลาดเสียก่อนว่า แนวที่คุณกำลังสนใจจะเขียนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีคน เขียนเอาไว้เยอะหรือยัง คุณต้องสร้างจุดเด่นและความแตกต่างของงานเขียนของคุณขึ้นมาให้ได้ เช่น คุณอยากจะ เขียนสารคดีท่องเที่ยวเกี่ยวกับจังหวัดอยุธยา เพราะคุณมีข้อมูลดิบเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนี้พร้อมแล้ว แต่ในร้านหนังสือตอนนี้ มีเรื่องของคู่มือเที่ยวอยุธยาอยู่แล้ว 5 เล่ม ทุกเล่มก็พาเที่ยวพระราชวังบางปะอินเหมือน กันหมด อย่างนี้คุณต้องทำการบ้านให้ชัดเจนมาก่อนว่า งานของคุณโดดเด่นและแตกต่างจากเล่มอื่นอย่างไรบ้าง ถ้าพาเที่ยวบางปะอินอีกละก็ โน่น ลงตะกร้าแน่นอน (เดี๋ยวนี้นักเขียนรุ่นใหม่นิยมส่งต้นฉบับทางอีเมล์ ก็ต้องเปลี่ยน จากตะกร้าเป็น Recycle Bin แทนครับ)
ทราบมั้ยครับ ว่าบรรณาธิการของบางสำนักพิมพ์ (รวมถึงแจ่มใสด้วย) เขาให้ความสำคัญตรงจุดนี้สูงมาก มากกว่า ถ้วยรางวัลเกียรติยศที่พ่วงมากับงานเขียนของคุณเสียอีก ไม่เป็นความจริงเลย ที่ว่าเมื่อคุณเขียนหนังสือที่มีบรรยากาศ คล้ายคลึงกับเรื่องของทมยันตี แล้วหนังสือของคุณจะขายดีเหมือนของทมยันตี ตรงจุดนี้พาให้นักเขียนและสำนักพิมพ์ กอดคอกันเจ๊งมานักต่อนักแล้วครับ บางคนก็ชอบอ้างว่า "คุณบอกอนี่ตาไม่ถึง ขนาดคุณทมยันตี เค้ายังเคยวิจารณ์ งานชิ้นนี้ว่าน่าสนใจมากเลย" ถามจริงๆ เถอะ คุณทมยันตีเขาสามารถพูดความจริงด้วยคำว่า "ห่วยแตก" ออกมาได้ ด้วยหรือครับ
3. ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาที่พบบ่อยอีกข้อหนึ่งของนักเขียนส่วนใหญ่ ที่ส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์พิจารณาก็คือ "โดนดองเรื่อง" คือตอนที่เสนองานไม่ค่อยกล้าสอบถามให้เรียบร้อยเสียก่อน ว่าทางสำนักพิมพ์ใช้เวลาพิจารณานานไหม สามารถ ติดตามความคืบหน้าได้จากใคร ถือเสียว่าส่งเรื่องแล้วก็แล้วกันไป บางรายโดนดองเรื่องเอาไว้เป็นปี พอเอาเรื่อง ไปให้สำนักพิมพ์อื่นเขาพิจารณา แล้วเกิดผ่าน กำลังจะได้รับการตีพิมพ์ ก็เกิดเหตุการณ์รถไฟชนกัน คือสำนัก พิมพ์ที่เคยดองเรื่องเอาไว้ทีแรก เกิดอยากจะตีพิมพ์ผลงานชิ้นนี้เช่นกัน กรณีเช่นนี้ผู้ที่ได้รับความเสียหายคือ ตัวนักเขียนเอง เพราะจะเสียเครดิต เพื่อป้องกันปัญหาเช่นนี้ ทางนักเขียนควรตกลงกับสำนักพิมพ์ให้แน่ชัดใน ตอนต้นว่า จะต้องใช้เวลาพิจารณานานเท่าใด และเมื่อครบกำหนดเวลาก็ต้องติดต่อสอบถามว่าผ่านการพิจารณา หรือไม่ ถ้าต้องการไปเสนอให้สำนักพิมพ์อื่นพิจารณา ควรแจ้งแก่สำนักพิมพ์เดิมให้เรียบร้อยว่าขอถอนเรื่องแล้ว
ความจริงแล้ว เหล่าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ทั้งหลายนั้น ท่านมิได้มีเจตนาเตะถ่วงเรื่องแต่อย่างใด เพียง แต่นิสัยแบบไทยๆ เราก็คือเป็นคนขี้เกรงใจ กลัวว่าถ้าบอกออกไปว่า "เรื่องของคุณไม่ผ่านการพิจารณา" แล้ว จะเป็นการทำร้ายจิตใจของนักเขียนผู้นั้นจนเกินไป จึงแอบเอาผลงานหย่อนลงถังขยะไปเงียบๆ แบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น ทางที่ดีควรคุยกันในตอนแรกให้เรียบร้อย เช่น ต้องใช้เวลาพิจารณา 3 เดือน พอครบกำหนด 3 เดือน คุณก็ลองติดต่อไปดูอีกทีว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว ถ้ายังไม่มีอะไรคืบหน้า คิดว่าไม่มีหวังแล้ว ก็ทำเรื่องขอต้นฉบับคืน (แค่ทำเรื่องเฉยๆ เพราะต้นฉบับจริงของคุณอาจกลายเป็นปุ๋ยไปแล้ว) เท่านี้ก็จบลงด้วยดีกันทุกฝ่าย คุณก็ไม่ต้อง เลือกระหว่างโดนดองเรื่องไปเรื่อยๆ หรือต้องทนฟังคำว่า "เรื่องของคุณไม่ผ่านการพิจารณา" เมื่อถอนเรื่องเรียบ ร้อยแล้ว คุณก็สามารถเอาผลงานไปเสนอที่อื่นต่อไปได้อย่างสบายใจ เผื่ออนาคตคุณเกิดมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ผลงานเก่าๆ ที่อยู่ตามถังขยะของสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็อาจจะกลับมีค่าขึ้นมาก็ได้ ใครจะไปรู้
4. สรุปผลชัดเจน
ไม่ว่าเรื่องของคุณจะผ่านการพิจารณาหรือไม่ก็ตาม คุณควรได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเอง เป็นต้นว่า สาเหตุที่งานของคุณไม่ผ่านการพิจารณานั้นเพราะเหตุใด สำนวนไม่ดี หรือพล็อตเรื่องไม่รัดกุม ฯลฯ ถ้าผลงานคุณ ไม่ดีจริงๆ (ไม่ค่อยมีใครเขากล้าบอกคุณตรงๆ หรอกว่าผลงานคุณห่วยแตก ต้องคิดดูเอาเองด้วยใจที่ไม่อคติเกิน ไปนัก) ขืนเอาไปเสนอที่อื่น เขาก็คงไม่รับอีกนั่นแหละ เสียเวลาเปล่า สู้เอากลับไปขัดเกลาเรื่องเสียใหม่ดีกว่า ใส่ตะกร้าล้างน้ำซะ ถือว่าวันนี้ยังไม่ใช่วันของเรา ในทำนองกลับกันถ้าเรื่องของคุณผ่านการพิจารณาก็อย่าเพิ่ง ดีใจจนเกินไป บางที 3 ปีผ่านไปแล้วยังไม่ได้รับการตีพิมพ์เลย อันนี้แสบกว่าไม่ผ่านการพิจารณาเสียอีก คุณจึง ต้องสอบถามจากสำนักพิมพ์ให้ชัดเจนว่าผลงานของคุณจะได้รับการตีพิมพ์เมื่อใด และรายละเอียดของการจัดทำ สัญญา ซึ่งมีการระบุค่าตอบแทนที่คุณจะได้รับไว้อย่างชัดเจน (อย่ากลัวว่าใครเขาจะหาว่าคุณงกเลย โดยเฉพาะ ถ้าคุณไม่ได้ทำอาชีพอื่นใด นอกจากเขียนหนังสือ ก็คุณกินอากาศแทนข้าวได้เสียเมื่อไหร่เล่า)
แนวทางภาคปฏิบัติในการผลิตงานเขียน
A. กรณีที่เป็นหนังสือซึ่งคุณเขียนขึ้นเอง
1. กำหนดเรื่องที่จะเขียน
คุณควรวางแผนเสียก่อนว่า อยากจะเขียนหนังสืออะไร รูปแบบการนำเสนอเป็นอย่างไร กลุ่มคนอ่านคือคนกลุ่ม ไหน กำหนดระยะเวลาคร่าวๆ ขึ้นมา ว่าจะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และควรจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่
2. กำหนดเค้าโครงเรื่อง
เริ่มลงรายละเอียดในแผนงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าเป็นหนังสือแนววรรณกรรมหรือนวนิยาย ก็ควรเริ่มวางพลอต เรื่องและตัวละครต่างๆ เอาไว้คร่าวๆ แต่ถ้าเป็นหนังสือสารคดีหรือหนังสือวิชาการ ก็ควรกำหนดเนื้อหาของหนังสือว่า จะมีกี่บท แต่ละบทจะกล่าวถึงเรื่องอะไรบ้าง ถึงขั้นตอนนี้คุณน่าจะพอมองเห็นว่าหนังสือของคุณมีความยาวประมาณ เท่าใดแล้ว
3. หาข้อมูล/วัตถุดิบ
จากแผนงานที่คุณวางไว้ คุณควรทราบแล้วว่า คุณต้องการข้อมูลหรือวัตถุดิบ เช่น ภาพถ่ายหรือเอกสารประกอบ อะไรบ้าง เป็นจำนวนเท่าใดจึงจะพอสำหรับงานเขียนของคุณ หรือถ้าหากจะต้องมีการสัมภาษณ์บุคคล หรืองานภาค สนามต่างๆ ก็เริ่มกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนเลยว่าจะทำเมื่อใด หรือจะต้องนัดหมายประสานงานกับใครบ้าง
4. ลงมือเขียน
เริ่มลงมือเขียนเลย อย่าลืมให้ความสำคัญกับการจัดการเวลา เช่น สิ้นเดือนนี้จะต้องเขียนเสร็จกี่เปอร์เซ็นต์ จะปิดเล่มได้เมื่อไหร่ ระหว่างนี้ถ้าคุณจะเริ่มติดต่อสำนักพิมพ์เพื่อเสนอตัวอย่างผลงานบางส่วนก่อนก็สามารถทำได้ เลย อ้อ เวลาเขียนหนังสืออย่าลืมหาพจนานุกรมติดตัวเอาไว้ด้วย หนังสือของคุณจะได้ไม่มีภาษาวิบัติ
5. ขัดเกลาสำนวน
เมื่อเขียนจนเสร็จบริบูรณ์แล้ว ควรหาเวลานั่งอ่านต้นฉบับรวดเดียวให้จบเลย จะอ่านด้วยตัวเองหรือวานเพื่อน ฝูงมาช่วยอ่านก็ตามสบาย นอกจากตรวจสอบคำสะกดต่างๆ ให้ถูกต้องแล้ว ควรมีการขัดเกลาสำนวนในบางจุดที่คุณ ยังไม่พอใจ ให้มีความสละสลวยทางภาษามากยิ่งขึ้น
6. เสนองาน
นำต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์แล้วของคุณ ไปเสนอแก่สำนักพิมพ์ที่คุณคิดว่าเหมาะสม แล้วสอบถามให้ชัดเจนว่า จะต้องใช้เวลาในการพิจารณางานของคุณนานเท่าใด หากต้องการทราบความคืบหน้าให้สอบถามจากใคร ตำแหน่ง อะไร
ถ้าคุณต้องการเสนอผลงานให้ทางสำนักพิมพ์แจ่มใสพิจารณา การส่งต้นฉบับอาจส่งโดยทางอีเมล์ editor@jamsai.com ก็น่าจะสะดวกดีกับทุกฝ่าย ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย โดยต้นฉบับควรเป็นไฟล์เอกสาร ของไมโครซอฟต์เวิร์ด (95 หรือ 97 ก็ได้) และถ้ามีภาพประกอบก็ควรเป็นไฟล์นามสกุล .TIF หรือ .EPS (ที่ความละเอียด 150-300 DPI) อย่าใช้ภาพกราฟฟิคนามสกุล JPEG หรือ GIF เพราะภาพอาจมีความละเอียดต่ำ เกินกว่าจะนำไปใช้ในงานสิ่งพิมพ์
7. ติดตามผล
การติดตามผลงาน อย่าลืมระวังเรื่องของกาละเทศะด้วย นักเขียนบางคนนั้น จะด้วยความตื่นเต้นหรืออย่าง ไรก็ไม่ทราบ โทรศัพท์วันละหลายครั้งเพื่อสอบถามความคืบหน้า จนถึงขนาดสร้างความรำคาญและบรรยากาศ ที่ไม่ดี ระหว่างตัวนักเขียนกับเจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ที่ไปเสนองาน ส่วนบางคนนั้น หลังจาก ที่เสนองานให้ไปพิจารณาแล้ว กลับไม่กล้าติดต่อไปหาอีกเลย เพราะเกรงว่าจะไปกวนใจเขา หลายเดือนผ่าน ไปปรากฏว่าเขาลืมไปแล้ว พอไปถาม เขาเพิ่งหยิบเรื่องออกมา แล้วให้ร้องเพลงรอต่อไป
8. ประชาสัมพันธ์
เมื่อคุณหาสำนักพิมพ์ที่จะรองรับงานของคุณได้แล้ว อยากแนะนำให้คุณประชาสัมพันธ์หนังสือของคุณเอง ด้วยอีกแรงหนึ่ง จะดีกว่าการไปรอให้สำนักพิมพ์เขาจัดการให้อย่างเดียว คำว่า "ประชาสัมพันธ์" มาจาก ประชา + สัมพันธ์ ดังนั้นในฐานะนักเขียน คุณควรสร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้านเขาให้มาก กรณีนี้พวกดาราหรือคน ดังเขาจะได้เปรียบ เพราะเวลาเปิดตัวหนังสือคนดัง สื่อต่างๆ ก็มักจะให้ความสนใจ แต่ถ้าคุณเป็นลูกชาวบ้าน ธรรมดาก็ไม่เป็นไร ทำเท่าที่กำลังของคุณจะอำนวย อย่าฝืนทำจนเกินตัว เกินกำลังไป จะกลายเป็นผลเสีย มากกว่าผลดี
B. กรณีที่เป็นหนังสือซึ่งแปลมาจากหนังสือต่างประเทศ
1. เสนอเรื่อง
ถ้าคุณเป็นนักอ่านหนังสือต่างประเทศอยู่เป็นประจำ หากคุณพบหนังสือที่มีเนื้อหาสาระดี น่าแปลออกมา เป็นหนังสือภาษาไทย คุณสามารถแจ้งความประสงค์ไปยังสำนักพิมพ์ที่คุณสนใจจะร่วมงาน เพื่อให้เขาติดต่อ ซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือนั้นมาเพื่อพิมพ์จำหน่ายเป็นภาษาไทย
สำหรับสำนักพิมพ์แจ่มใส คุณสามารถส่งเรื่องมาที่ editor@jamsai.com โดยระบุชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ชื่อสำนักพิมพ์ต่างประเทศ และเนื้อเรื่องโดยย่อของหนังสือเล่มนั้น ตลอดจนจุดเด่นที่คุณคิดว่าน่าสนใจ
2. ติดต่อลิขสิทธิ์
ควรให้สำนักพิมพ์ที่คุณติดต่อ เป็นผู้ดำเนินการประสานงานกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศ อย่าเพิ่งรีบ แปลโดยเด็ดขาด จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกระบวนการนี้บางครั้งใช้ เวลาค่อนข้างนาน คงต้องอดทนรอคอยไปก่อน เมื่อติดต่อลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงค่อยเจรจาในราย ละเอียดกับสำนักพิมพ์นั้นอีกครั้ง ว่าคุณจะได้ค่าเหนื่อยเท่าใด
3. เริ่มลงมือแปล
ในการแปลหนังสือภาษาต่างประเทศไทยเป็นภาษาไทยนั้น ถ้าพอมีเวลา ผมอยากแนะนำให้คุณอ่าน หนังสือที่ต้องการแปล ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างน้อย 2-3 รอบ พยายามสรุปเนื้อความและบรรยากาศ ตลอดถึง อารมณ์ที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดมาสู่ผู้อ่านให้เข้าใจเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยเริ่มลงมือแปล งานแปลของคุณ ก็จะราบรื่นยิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นการแปลแบบคำต่อคำ ซึ่งบางทีเมื่อเรียงเป็นประโยคแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง นอกจากนี้ยังอาจมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางตอนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของนักอ่านชาวไทยด้วย แต่ทั้งนี้ต้องไม่ใช่การดัดแปลงไปจากเดิมมากจนเกินไป
(ขอขอบคุณข้อมูลความรู้จาก บรรณาธิการ สำนักพิมพ์แจ่มใส)
คำแนะนำสำหรับผู้สนใจเป็นนักเขียน
สาเหตุหลัก ที่ทำให้คนอยากเป็นนักเขียน ก็คือ "อ่านมาก" คนเราพอได้อ่านหนังสือไปมากๆ ก็มักอยากระบายออกมา บ้าง บางคนกลายเป็นนักพูด (นักพูดที่ดีมักเป็นนักอ่านตัวยงด้วยแทบทั้งสิ้น) เพราะชอบพูด ในขณะที่บางคนจะรู้สึกคันไม้ คันมืออยากจะเขียนมากกว่า ผมว่ามันก็มีส่วนคล้ายกับสัญชาติญาณการสืบพันธุ์ของคนเรากลายๆ แต่มันคือสัญชาตญาณ ของการสืบทอดทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณ อารมณ์ วัฒนธรรม และวิทยาการของมนุษย์นั่นเอง อาการนี้ก็เป็นกันมาตั้งแต่ โบราณ ถือเป็นสิ่งปกติของปัญญาชน แรงขับดันอันนี้จึงก่อให้เกิดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และการถ่ายทอดทางภูมิปัญญา สืบสานต่อเนื่องเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้
งานเขียน ถือเป็นศิลปะอันล้ำลึกอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ผู้เขียนอยากจะสื่อสารแก่ผู้อ่าน บางคนถนัดที่จะใช้วิธีบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา (พวกตำราวิชาการจะใช้วิธีนี้แทบทั้งหมด) บางคนชอบใช้การอุปมา อุปไมย โดยใช้บุคคลหรือสัญญลักษณ์ บางคนใช้คำบอกเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ในขณะที่บางคนชอบใช้ สำนวนที่แปลกออกไปหรือบอกเล่าอย่างคลุมเครือแทน ทว่าสิ่งที่แสดงออกในงานเขียนของแต่ละคน มักสะท้อนถึงความรู้สึก นึกคิด นิสัยใจคอ ตลอดถึงความเชื่อและทัศนคติ ของผู้เขียนเรื่องนั้นๆ ได้ว่าเป็นคนลักษณะเช่นใด
ปัจจุบันนี้ คนไทยนิยมการอ่านหนังสือกันมากขึ้น ทำให้ตลาดของธุรกิจหนังสือในบ้านเราโตขึ้นทุกปี ทั้งกลุ่มของหนังสือ วิชาการและหนังสือวรรณกรรม ท่านที่เคยไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จะเห็นว่ามีสำนักพิมพ์เกิดขึ้นมามากมายราวกับ ดอกเห็ดหน้าฝนเลยนะครับ มีตัวเลขเฉลี่ยว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยของเรามีผู้ผลิตหนังสือออกสู่ท้องตลาด ประมาณวันละ 20 ปก หากเราคิดเสียว่าพิมพ์กันปกละ 500 เล่ม ก็จะมีหนังสือเกิดขึ้นวันละ 10,000 เล่ม คงจะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย เลย แต่สัดส่วนของสำนักพิมพ์และนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ คือได้รับการยอมรับจากตลาดนักอ่านมีอยู่ไม่ถึง 20 % นั่น หมายความว่าสำนักพิมพ์ที่ก่อตั้งขึ้น 100 แห่ง จะรอดปากเหยี่ยว ปากกามาได้ราว 10 กว่าแห่งเท่านั้นเอง ผมขอข้ามเรื่องของ ธุรกิจสำนักพิมพ์ไปก่อน โดยจะขอพูดถึงแต่เฉพาะมุมของ "นักเขียน" เท่านั้น
"นักเขียน" คือ ปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าสำนักพิมพ์จะอยู่รอดหรือไม่ ดังนั้นทุกสำนักพิมพ์จึงให้ความสำคัญกับนัก เขียนมาก หากเขาไม่มั่นใจเต็มร้อยกับผลงานของคุณ เขาคงไม่กล้าเสี่ยงแน่ นอกจากคุณจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเขา แต่สำนักพิมพ์ประเภทที่ว่านี้มักไปไม่รอด กล่าวคือเจ้าของสำนักพิมพ์ก็เป็นนักเขียนเอง และเพื่อนฝูงที่สนิทสนมก็อยากเป็น นักเขียนกันแทบทั้งนั้น พอหาเงินทุนได้ก้อนหนึ่งก็นำมาเปิดเป็นสำนักพิมพ์ แล้ววาดฝันว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างล้น หลามจากวงการหนังสือ พอเปิดตัวเข้าจริง กลับไม่เป็นไปตามที่คิด เงินทุนก็ร่อยหรอไปเรื่อยๆ จนต้องปิดตัวเองไปในที่สุด ในวงการหนังสือจะมีสำนักพิมพ์ประเภทนี้เกิดขึ้นและดับไปอยู่แทบจะตลอดเวลา คล้ายกับนักลงทุนกลุ่ม "แมงเม่า" ใน ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ปาน สิ่งเหล่านี้ยืนยันให้เห็นถึงมนตร์ขลังของ "หนังสือ" ได้ว่าเปี่ยมด้วยเสน่ห์เพียงใด
อุปสรรคของการเป็นนักเขียนให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
1. ความเชื่อมั่นในตัวเอง
คนจำนวนไม่น้อยที่มีพรสวรรค์ด้านการเขียนมาแต่กำเนิด แต่ไม่ได้แจ้งเกิดเป็นนักเขียนเต็มตัวเสียที สาเหตุมาจาก "ความอาย" ไม่กล้าเอางานที่ตัวเองเขียนไปเสนอตามสำนักพิมพ์ต่างๆ สุดท้ายเลยต้องแจกให้เพื่อนอ่านเล่นเท่านั้น ลอง ถามตัวเองว่า "กลัวอะไร" กลัวเขาจะปฏิเสธเหรอ หรือกลัวเสียฟอร์ม ถ้ายังไม่เคยลองดูเลยสักครั้ง ก็ไม่น่าปล่อยให้ความวิตก กังวลมาเป็นอุปสรรคจนต้องล้มเลิกความตั้งใจเลยนะครับ ลองดูเถอะ นึกเสียว่าซื้อล็อตเตอรี่ก็แล้วกัน เผื่อจะมีโชคกับเขาบ้าง ว่าแต่คุณเชื่อมั่นในผลงานของตัวเองหรือยังว่ามันดีพอ ถ้าคิดว่ายังก็รีบปรับปรุงต้นฉบับเสียใหม่ให้ดียิ่งขึ้น พอจะบอกตัวเอง ได้ไหมว่า "คุณคือนักเขียนที่มีความสามารถสูง" ถ้าตัวคุณเองยังไม่เชื่อเลยว่าจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ แล้วจะให้แมวที่ไหนมา เชื่อเล่าครับ มีสุภาษิตจีนเขาบอกว่า "หมื่นลี้ ก็ต้องมีก้าวแรก" ตราบใดที่คุณยังไม่กล้าที่จะก้าวเท้าออกมาเป็นก้าวแรก การ เดินทางหมื่นลี้ก็ยังเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงได้หรอกครับ
2. ความตั้งใจจริง
หลายคนที่เคยเสนองานให้สำนักพิมพ์พิจารณาสัก 1-2 แห่ง เมื่อเขาไม่สนใจผลงานของตน ก็เป็นอันพับความฝันเสีย แล้ว แสดงว่าเขาไม่เชื่อคำพูดที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จจะอยู่ที่นั่น" งานเขียนเป็นงานที่แสดงถึงความตั้งใจ จริงของผู้เขียนได้ดี ว่ามีความพิถีพิถันต่อคุณภาพของงานของตนเองเพียงใด ผมเคยอ่านนิยายอยู่เรื่องหนึ่ง ต้นเรื่องพระเอก เขามีชื่อหนึ่ง สมมติว่าชื่อ "สุรชัย" ก็แล้วกัน แต่พอมาถึงกลางเรื่องเขากลายเป็น "สุรพล" ผมก็งงว่านายสุรพลนี่คือใคร ตัว ละครใหม่เหรอ ครั้นพอมาถึงท้ายเรื่องเจ้าหมอนี่กลับมาชื่อ "สุรชัย" อีกครั้ง แสดงให้เห็นว่างานชิ้นนี้ "สุกเอา เผากิน" ขนาดหนักเลยทีเดียว อย่าลืมนะครับ อย่าให้ความล้มเหลวชั่วขณะ มาบั่นทอนสมาธิและความมุ่งมั่นในการทำงานของคุณได้ เชื่อเถอะครับว่า "ความสำเร็จรออยู่ สำหรับทุกคนที่ทำงานด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น และไม่ย่อท้อ" หากคิดจะทำงานเพียงเพื่อเงิน ทองและชื่อเสียง คุณจะเหมือนดอกไม้ไฟ ที่เปล่งประกายได้เพียงชั่วขณะ ก่อนที่จะดับวูบไปตลอดกาล
3. การพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
แม้แต่นักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้ว ยังต้องเจออุปสรรคข้อนี้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่ายิ่งดังก็ยิ่งกดดันว่ายังงั้นเถอะ ลองนึกถึง หัวอกของ J.K. Rowling ผู้เขียนเรื่อง Harry Potter ดูเถอะครับ ว่าเธอต้องแบกรับความคาดหวังจากแฟนทั่วโลก ที่เฝ้ารอ คอยตอนใหม่ของ Harry Potter อยู่อย่างใจจดใจจ่อ ถ้าผลงานของเธอลดลงไปจากที่เคยสร้างไว้ เธอถูกแฟนๆ สับเละเป็นโจ๊ก โดนระเบิดแน่ แม้ว่าคุณจะเพียงเป็นนักเขียนหน้าใหม่ ที่อาจจะไม่มีใครมาคาดหวังอะไรกับผลงานของคุณมากนักก็ตาม แต่คุณก็ยังจำเป็นต้องสร้างเสริมนิสัยในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอเอาไว้ด้วย เพราะนี่คือลักษณะของผู้เป็นมืออาชีพของ ทุกวงการ ในการที่จะรักษาความสำเร็จที่ได้รับให้คงไว้ และพัฒนาสู่ความสำเร็จในระดับที่สูงยิ่งขึ้นต่อไปอีก
ทำอย่างไรจึงจะได้งานเขียนที่มีคุณภาพ
1. ศึกษาและสังเกต
นักเขียนที่ดีต้องอ่านให้มากเข้าไว้ โดยเฉพาะในแนวที่คุณสนใจอยากจะเขียน หากคุณตั้งเป้าอยากเป็นนักเขียน เรื่องสยองขวัญ เพราะชอบอ่านเรื่องของ "ใบหนาด" แต่คุณไม่เคยอ่านเรื่องของ Stephen King บ้างเลย เรื่องที่คุณเขียน ออกมา ก็จะมีกลิ่นอายของคุณลุง "ใบหนาด" มาอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย เพราะคุณได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของท่าน มาเต็มๆ อ่านเยอะยังไม่พอ ต้องหมั่นสังเกตด้วยว่า จุดเด่นของนักเขียนผู้นี้เป็นอย่างไร เมื่อตั้งข้อสังเกตบ่อยๆ แล้วคุณจะ พบว่าฝีมือในการเขียนของคุณจะพัฒนาไปได้เรื่อยๆ เพราะคุณก็จะเริ่มตั้งข้อสังเกตกับผลงานของคุณเองด้วยเช่นกัน
2. ฝึกฝนและทดลอง
ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่ท้องพ่อท้องแม่หรอกครับ การฝึกฝนจะทำให้เราเกิดความชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการทดลอง จะนำมาซึ่งความแปลกใหม่ในผลงานของเรา โดยเฉพาะนักเขียนที่เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว บางคนไม่กล้าขยับตัวออกไปจาก กรอบความคิดของผลงานเดิมๆ ที่เคยทำไว้ กลัวพลาด อย่างนี้เขาเรียกว่า "ตัน" เหมือนเวลาเราเข้าซอยตัน ก็ต้องหันหลัง เดินกลับทางเก่าที่เคยผ่านมา นักเขียนหลายคนที่ไม่ยอม "ตัน" ทางความคิด เขาไม่ยอมจำเจ หรือจมอยู่กับความสำเร็จ เดิมๆ เป็นอันขาด ระหว่างที่นักเขียนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยชื่อเสียงเดิม กับผลงานที่ย่ำอยู่กับที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้อ่านจะไล่ลง จากเวที คุณเล่าครับจะเลือกเดินแบบไหนดี
3. ค้นหาตัวเองให้พบ
ในงานศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานดนตรี จิตรกรรม ฯลฯ รวมถึงงานด้านการประพันธ์ด้วย สิ่งหนึ่งที่เหล่าศิลปิน เขาถือนักถือหนาคือ "การมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง" หากใครที่ยังไม่สามารถสร้างแนวทางเฉพาะตนขึ้นมาได้ เขายังถือ เสมือนเป็นนักศึกษาฝึกงานอยู่ เพราะยังต้องเที่ยวเลียนแบบรูปแบบงานของคนอื่นอยู่เรื่อยไป ทักษะและประสบการณ์ ยังไม่สามารถตกผลึกออกมาเป็นรูปแบบของตนเองได้ ใครก็ตามที่ได้ "ศึกษาและสังเกต" รวมไปถึง "ฝึกฝนและทดลอง" มาอย่างเพียงพอแล้ว ก็จะค้นพบรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเองได้ในที่สุด สำหรับนักเขียนที่มีประสบการณ์สูงแล้ว กลิ่นอาย และสำนวนของผลงาน สามารถบอกให้ผู้อ่านรู้ได้ว่าเป็นใคร โดยแทบไม่ต้องดูชื่อผู้เขียนเลยด้วยซ้ำ
4. เปิดใจรับคำวิจารณ์
การเปิดเผยผลงานออกสู่สาธารณะ ควรต้องเปิดใจให้กว้าง เพราะจะมีคนวิจารณ์อยู่เสมอ บางคนก็ว่าดี บางคนก็ว่า ห่วย ลองเปิดใจกว้างๆ แล้วรับฟังเหตุผลของเขาดูว่าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นคำตำหนิที่มีเหตุมีผล เราก็ควรถือเอาคำตำหนิ เหล่านี้มาเป็นครูของเรา แต่ถ้าเป็นคำตำหนิที่ไม่เป็นจริงตามที่เขาพูด เราก็ปล่อยมันลอยลมไป ก็เท่านั้นเอง อย่าถือตัว ตนว่าเราเก่งแล้ว ไม่ต้องการคำแนะนำจากใครอีกแล้ว มิเช่นนั้นในไม่ช้าไม่นานเราก็จะกลายสภาพเป็น "กบที่อยู่ใน กะลาครอบ" ไปเท่านั้นเอง
5. พัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง
ในโลกของการทำงานนั้น ไม่มีคำว่า "ดีที่สุด" หรือ "เก่งที่สุด" สิ่งที่ว่าดีแล้ว ย่อมทำให้ดีกว่าเดิมได้อยู่เสมอ คนที่ว่า เก่งแล้ว ก็ต้องมีคนที่เก่งกว่าอยู่เสมอ เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า "ผมเป็นคนเดินช้า แต่ไม่เคยหยุดเดิน หรือเดินถอยหลัง" นอก จากพรสวรรค์แล้ว คนที่รู้จักหาพรแสวงใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา เขาก็จะเดินก้าวไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ ส่วนที่ว่าจะเร็วหรือช้า นั้น นั่นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง งานเขียนหนังสือก็ควรมีการพัฒนารูปแบบของการเขียนอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน เราจะ สังเกตเห็นว่านักเขียนชั้นนำที่สามารถรักษาชื่อเสียงได้อย่างยาวนาน มักจะผลิตงานเขียนได้อย่างคงเส้นคงวา และมี รูปแบบแปลกใหม่ในการสร้างสรรค์อรรถรสให้แก่ผู้อ่านอยู่เสมอ
6. อดทน
บางทีความสำเร็จมันแวะไปเที่ยวอยู่กับคนอื่น ต้องรออีกหน่อยมันถึงจะมีเวลาแวะมาเยี่ยมเราบ้าง โดยเฉพาะงานรูป แบบใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำกับใคร มักจะโดนด่าเละก่อนเป็นธรรมดา คิดเสียว่าเขายังไม่คุ้นก็แล้วกัน อย่าเพิ่งท้อถอย อย่าเพิ่ง ล้มเลิก ทำมันต่อไปเถิด หากเราเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แล้ววันหนึ่งคนอื่นเขาก็จะเข้าใจเอง ลองย้อนมองดูนักเขียน ชั้นนำ ทั้งของไทยและต่างประเทศเถอะครับ มีใครบ้างที่ประสบความสำเร็จได้โดยทันที โดยไม่ต้องเรียนรู้คำว่า "อดทน"
ทำอย่างไรงานเขียนของคุณจึงได้รับการยอมรับจากสำนักพิมพ์
1. รู้เขา รู้เรา
อันดับแรกคุณต้องรู้จักตัวคุณเองอย่างดีพอเสียก่อน ไม่ใช่เขาถามว่า "ถนัดเขียนแนวไหน" แล้วคุณตอบเขาไปว่า "ถนัดทุกแนว" เป็นอันจบเห่ ไม่มีใครเชื่อหรอกครับว่าคุณจะมีอัจฉริยภาพถึงขนาดนั้น ระบุออกมาให้ละเอียดที่สุดเลย ว่าเรื่องของคุณเป็นแนวไหน เช่น "แนวคอมพิวเตอร์" มันก็ยังเป็นคำตอบที่กว้างมากเกินไป ควรระบุให้ชัดเจนไปเลย เช่น "การใช้งาน CAD/CAM ในวงการอุตสาหกรรม" นอกจากจะรู้ข้อมูลของตนเองแล้ว คุณยังควรทราบข้อมูลของสำนัก พิมพ์ที่คุณสนใจจะไปเสนองานเขาด้วยว่า เขามีนโยบายในการตีพิมพ์งานประเภทใดบ้าง หากคุณทะเร่อทะร่าเอางาน เขียน "การเขียนโปรแกรมภาษาซี" ไปเสนอแก่สำนักพิมพ์ธรรมสภา ซึ่งเขาพิมพ์แต่หนังสือธรรมะ หรือเอานิยาย "ผัว ดิฉันและเมียน้อยทั้งเจ็ด" ไปเสนอกับบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น ไม่ว่างานเขียนของคุณจะเลิศเลอเพียงใด มันก็ต้องลงไปอยู่ ในตะกร้าขยะของบรรณาธิการอย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนเสนองานกับใคร คุณควรรู้จักกับเขาบ้างพอสมควร
สำหรับสำนักพิมพ์แจ่มใสนั้น แนวหนังสือที่เรารับพิจารณา คือ "อ่านสนุก ปลุกกำลังใจ ให้ความรู้" ซึ่งฟังดูกว้างมาก เหลือเกิน ถ้าคุณไม่แน่ใจก็อีเมล์หรือโทรศัพท์มาคุยกันก่อนได้ ไม่ต้องเกรงใจเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยา ศาสตร์ เทคโนโลยี บันเทิง ท่องเที่ยว ฯลฯ แต่ถ้ากรณีอย่างนิยาย "ผัวดิฉันและเมียน้อยทั้งเจ็ด" นี่เราไม่รับ ทั้งที่ผู้ เขียนอาจแย้งได้ว่า "มันอ่านสนุกนะ" แต่บังเอิญเราไม่รู้สึกเช่นเดียวกับผู้เขียน เกี่ยวกับนิยายฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี งามของสังคมทำนองนี้ หรือตำราวิชาการ "การผ่าตัดหัวใจเทียมด้วยเทคนิคใหม่ล่าสุด" อันนี้ถือเป็นการ "ให้ความรู้" ก็จริง แต่เราคงรับไม่ได้ เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการอ่านหนังสือเล่มนี้ ทั่วประเทศไทยมีไม่ถึง 20 คน เป็นต้น
2. รู้จักสร้างจุดเด่นและความแตกต่างของงาน
ก่อนเริ่มงานเขียน คุณควรสำรวจท้องตลาดเสียก่อนว่า แนวที่คุณกำลังสนใจจะเขียนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีคน เขียนเอาไว้เยอะหรือยัง คุณต้องสร้างจุดเด่นและความแตกต่างของงานเขียนของคุณขึ้นมาให้ได้ เช่น คุณอยากจะ เขียนสารคดีท่องเที่ยวเกี่ยวกับจังหวัดอยุธยา เพราะคุณมีข้อมูลดิบเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนี้พร้อมแล้ว แต่ในร้านหนังสือตอนนี้ มีเรื่องของคู่มือเที่ยวอยุธยาอยู่แล้ว 5 เล่ม ทุกเล่มก็พาเที่ยวพระราชวังบางปะอินเหมือน กันหมด อย่างนี้คุณต้องทำการบ้านให้ชัดเจนมาก่อนว่า งานของคุณโดดเด่นและแตกต่างจากเล่มอื่นอย่างไรบ้าง ถ้าพาเที่ยวบางปะอินอีกละก็ โน่น ลงตะกร้าแน่นอน (เดี๋ยวนี้นักเขียนรุ่นใหม่นิยมส่งต้นฉบับทางอีเมล์ ก็ต้องเปลี่ยน จากตะกร้าเป็น Recycle Bin แทนครับ)
ทราบมั้ยครับ ว่าบรรณาธิการของบางสำนักพิมพ์ (รวมถึงแจ่มใสด้วย) เขาให้ความสำคัญตรงจุดนี้สูงมาก มากกว่า ถ้วยรางวัลเกียรติยศที่พ่วงมากับงานเขียนของคุณเสียอีก ไม่เป็นความจริงเลย ที่ว่าเมื่อคุณเขียนหนังสือที่มีบรรยากาศ คล้ายคลึงกับเรื่องของทมยันตี แล้วหนังสือของคุณจะขายดีเหมือนของทมยันตี ตรงจุดนี้พาให้นักเขียนและสำนักพิมพ์ กอดคอกันเจ๊งมานักต่อนักแล้วครับ บางคนก็ชอบอ้างว่า "คุณบอกอนี่ตาไม่ถึง ขนาดคุณทมยันตี เค้ายังเคยวิจารณ์ งานชิ้นนี้ว่าน่าสนใจมากเลย" ถามจริงๆ เถอะ คุณทมยันตีเขาสามารถพูดความจริงด้วยคำว่า "ห่วยแตก" ออกมาได้ ด้วยหรือครับ
3. ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาที่พบบ่อยอีกข้อหนึ่งของนักเขียนส่วนใหญ่ ที่ส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์พิจารณาก็คือ "โดนดองเรื่อง" คือตอนที่เสนองานไม่ค่อยกล้าสอบถามให้เรียบร้อยเสียก่อน ว่าทางสำนักพิมพ์ใช้เวลาพิจารณานานไหม สามารถ ติดตามความคืบหน้าได้จากใคร ถือเสียว่าส่งเรื่องแล้วก็แล้วกันไป บางรายโดนดองเรื่องเอาไว้เป็นปี พอเอาเรื่อง ไปให้สำนักพิมพ์อื่นเขาพิจารณา แล้วเกิดผ่าน กำลังจะได้รับการตีพิมพ์ ก็เกิดเหตุการณ์รถไฟชนกัน คือสำนัก พิมพ์ที่เคยดองเรื่องเอาไว้ทีแรก เกิดอยากจะตีพิมพ์ผลงานชิ้นนี้เช่นกัน กรณีเช่นนี้ผู้ที่ได้รับความเสียหายคือ ตัวนักเขียนเอง เพราะจะเสียเครดิต เพื่อป้องกันปัญหาเช่นนี้ ทางนักเขียนควรตกลงกับสำนักพิมพ์ให้แน่ชัดใน ตอนต้นว่า จะต้องใช้เวลาพิจารณานานเท่าใด และเมื่อครบกำหนดเวลาก็ต้องติดต่อสอบถามว่าผ่านการพิจารณา หรือไม่ ถ้าต้องการไปเสนอให้สำนักพิมพ์อื่นพิจารณา ควรแจ้งแก่สำนักพิมพ์เดิมให้เรียบร้อยว่าขอถอนเรื่องแล้ว
ความจริงแล้ว เหล่าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ทั้งหลายนั้น ท่านมิได้มีเจตนาเตะถ่วงเรื่องแต่อย่างใด เพียง แต่นิสัยแบบไทยๆ เราก็คือเป็นคนขี้เกรงใจ กลัวว่าถ้าบอกออกไปว่า "เรื่องของคุณไม่ผ่านการพิจารณา" แล้ว จะเป็นการทำร้ายจิตใจของนักเขียนผู้นั้นจนเกินไป จึงแอบเอาผลงานหย่อนลงถังขยะไปเงียบๆ แบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น ทางที่ดีควรคุยกันในตอนแรกให้เรียบร้อย เช่น ต้องใช้เวลาพิจารณา 3 เดือน พอครบกำหนด 3 เดือน คุณก็ลองติดต่อไปดูอีกทีว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว ถ้ายังไม่มีอะไรคืบหน้า คิดว่าไม่มีหวังแล้ว ก็ทำเรื่องขอต้นฉบับคืน (แค่ทำเรื่องเฉยๆ เพราะต้นฉบับจริงของคุณอาจกลายเป็นปุ๋ยไปแล้ว) เท่านี้ก็จบลงด้วยดีกันทุกฝ่าย คุณก็ไม่ต้อง เลือกระหว่างโดนดองเรื่องไปเรื่อยๆ หรือต้องทนฟังคำว่า "เรื่องของคุณไม่ผ่านการพิจารณา" เมื่อถอนเรื่องเรียบ ร้อยแล้ว คุณก็สามารถเอาผลงานไปเสนอที่อื่นต่อไปได้อย่างสบายใจ เผื่ออนาคตคุณเกิดมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ผลงานเก่าๆ ที่อยู่ตามถังขยะของสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็อาจจะกลับมีค่าขึ้นมาก็ได้ ใครจะไปรู้
4. สรุปผลชัดเจน
ไม่ว่าเรื่องของคุณจะผ่านการพิจารณาหรือไม่ก็ตาม คุณควรได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเอง เป็นต้นว่า สาเหตุที่งานของคุณไม่ผ่านการพิจารณานั้นเพราะเหตุใด สำนวนไม่ดี หรือพล็อตเรื่องไม่รัดกุม ฯลฯ ถ้าผลงานคุณ ไม่ดีจริงๆ (ไม่ค่อยมีใครเขากล้าบอกคุณตรงๆ หรอกว่าผลงานคุณห่วยแตก ต้องคิดดูเอาเองด้วยใจที่ไม่อคติเกิน ไปนัก) ขืนเอาไปเสนอที่อื่น เขาก็คงไม่รับอีกนั่นแหละ เสียเวลาเปล่า สู้เอากลับไปขัดเกลาเรื่องเสียใหม่ดีกว่า ใส่ตะกร้าล้างน้ำซะ ถือว่าวันนี้ยังไม่ใช่วันของเรา ในทำนองกลับกันถ้าเรื่องของคุณผ่านการพิจารณาก็อย่าเพิ่ง ดีใจจนเกินไป บางที 3 ปีผ่านไปแล้วยังไม่ได้รับการตีพิมพ์เลย อันนี้แสบกว่าไม่ผ่านการพิจารณาเสียอีก คุณจึง ต้องสอบถามจากสำนักพิมพ์ให้ชัดเจนว่าผลงานของคุณจะได้รับการตีพิมพ์เมื่อใด และรายละเอียดของการจัดทำ สัญญา ซึ่งมีการระบุค่าตอบแทนที่คุณจะได้รับไว้อย่างชัดเจน (อย่ากลัวว่าใครเขาจะหาว่าคุณงกเลย โดยเฉพาะ ถ้าคุณไม่ได้ทำอาชีพอื่นใด นอกจากเขียนหนังสือ ก็คุณกินอากาศแทนข้าวได้เสียเมื่อไหร่เล่า)
แนวทางภาคปฏิบัติในการผลิตงานเขียน
A. กรณีที่เป็นหนังสือซึ่งคุณเขียนขึ้นเอง
1. กำหนดเรื่องที่จะเขียน
คุณควรวางแผนเสียก่อนว่า อยากจะเขียนหนังสืออะไร รูปแบบการนำเสนอเป็นอย่างไร กลุ่มคนอ่านคือคนกลุ่ม ไหน กำหนดระยะเวลาคร่าวๆ ขึ้นมา ว่าจะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ และควรจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่
2. กำหนดเค้าโครงเรื่อง
เริ่มลงรายละเอียดในแผนงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าเป็นหนังสือแนววรรณกรรมหรือนวนิยาย ก็ควรเริ่มวางพลอต เรื่องและตัวละครต่างๆ เอาไว้คร่าวๆ แต่ถ้าเป็นหนังสือสารคดีหรือหนังสือวิชาการ ก็ควรกำหนดเนื้อหาของหนังสือว่า จะมีกี่บท แต่ละบทจะกล่าวถึงเรื่องอะไรบ้าง ถึงขั้นตอนนี้คุณน่าจะพอมองเห็นว่าหนังสือของคุณมีความยาวประมาณ เท่าใดแล้ว
3. หาข้อมูล/วัตถุดิบ
จากแผนงานที่คุณวางไว้ คุณควรทราบแล้วว่า คุณต้องการข้อมูลหรือวัตถุดิบ เช่น ภาพถ่ายหรือเอกสารประกอบ อะไรบ้าง เป็นจำนวนเท่าใดจึงจะพอสำหรับงานเขียนของคุณ หรือถ้าหากจะต้องมีการสัมภาษณ์บุคคล หรืองานภาค สนามต่างๆ ก็เริ่มกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนเลยว่าจะทำเมื่อใด หรือจะต้องนัดหมายประสานงานกับใครบ้าง
4. ลงมือเขียน
เริ่มลงมือเขียนเลย อย่าลืมให้ความสำคัญกับการจัดการเวลา เช่น สิ้นเดือนนี้จะต้องเขียนเสร็จกี่เปอร์เซ็นต์ จะปิดเล่มได้เมื่อไหร่ ระหว่างนี้ถ้าคุณจะเริ่มติดต่อสำนักพิมพ์เพื่อเสนอตัวอย่างผลงานบางส่วนก่อนก็สามารถทำได้ เลย อ้อ เวลาเขียนหนังสืออย่าลืมหาพจนานุกรมติดตัวเอาไว้ด้วย หนังสือของคุณจะได้ไม่มีภาษาวิบัติ
5. ขัดเกลาสำนวน
เมื่อเขียนจนเสร็จบริบูรณ์แล้ว ควรหาเวลานั่งอ่านต้นฉบับรวดเดียวให้จบเลย จะอ่านด้วยตัวเองหรือวานเพื่อน ฝูงมาช่วยอ่านก็ตามสบาย นอกจากตรวจสอบคำสะกดต่างๆ ให้ถูกต้องแล้ว ควรมีการขัดเกลาสำนวนในบางจุดที่คุณ ยังไม่พอใจ ให้มีความสละสลวยทางภาษามากยิ่งขึ้น
6. เสนองาน
นำต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์แล้วของคุณ ไปเสนอแก่สำนักพิมพ์ที่คุณคิดว่าเหมาะสม แล้วสอบถามให้ชัดเจนว่า จะต้องใช้เวลาในการพิจารณางานของคุณนานเท่าใด หากต้องการทราบความคืบหน้าให้สอบถามจากใคร ตำแหน่ง อะไร
ถ้าคุณต้องการเสนอผลงานให้ทางสำนักพิมพ์แจ่มใสพิจารณา การส่งต้นฉบับอาจส่งโดยทางอีเมล์ editor@jamsai.com ก็น่าจะสะดวกดีกับทุกฝ่าย ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย โดยต้นฉบับควรเป็นไฟล์เอกสาร ของไมโครซอฟต์เวิร์ด (95 หรือ 97 ก็ได้) และถ้ามีภาพประกอบก็ควรเป็นไฟล์นามสกุล .TIF หรือ .EPS (ที่ความละเอียด 150-300 DPI) อย่าใช้ภาพกราฟฟิคนามสกุล JPEG หรือ GIF เพราะภาพอาจมีความละเอียดต่ำ เกินกว่าจะนำไปใช้ในงานสิ่งพิมพ์
7. ติดตามผล
การติดตามผลงาน อย่าลืมระวังเรื่องของกาละเทศะด้วย นักเขียนบางคนนั้น จะด้วยความตื่นเต้นหรืออย่าง ไรก็ไม่ทราบ โทรศัพท์วันละหลายครั้งเพื่อสอบถามความคืบหน้า จนถึงขนาดสร้างความรำคาญและบรรยากาศ ที่ไม่ดี ระหว่างตัวนักเขียนกับเจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ที่ไปเสนองาน ส่วนบางคนนั้น หลังจาก ที่เสนองานให้ไปพิจารณาแล้ว กลับไม่กล้าติดต่อไปหาอีกเลย เพราะเกรงว่าจะไปกวนใจเขา หลายเดือนผ่าน ไปปรากฏว่าเขาลืมไปแล้ว พอไปถาม เขาเพิ่งหยิบเรื่องออกมา แล้วให้ร้องเพลงรอต่อไป
8. ประชาสัมพันธ์
เมื่อคุณหาสำนักพิมพ์ที่จะรองรับงานของคุณได้แล้ว อยากแนะนำให้คุณประชาสัมพันธ์หนังสือของคุณเอง ด้วยอีกแรงหนึ่ง จะดีกว่าการไปรอให้สำนักพิมพ์เขาจัดการให้อย่างเดียว คำว่า "ประชาสัมพันธ์" มาจาก ประชา + สัมพันธ์ ดังนั้นในฐานะนักเขียน คุณควรสร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้านเขาให้มาก กรณีนี้พวกดาราหรือคน ดังเขาจะได้เปรียบ เพราะเวลาเปิดตัวหนังสือคนดัง สื่อต่างๆ ก็มักจะให้ความสนใจ แต่ถ้าคุณเป็นลูกชาวบ้าน ธรรมดาก็ไม่เป็นไร ทำเท่าที่กำลังของคุณจะอำนวย อย่าฝืนทำจนเกินตัว เกินกำลังไป จะกลายเป็นผลเสีย มากกว่าผลดี
B. กรณีที่เป็นหนังสือซึ่งแปลมาจากหนังสือต่างประเทศ
1. เสนอเรื่อง
ถ้าคุณเป็นนักอ่านหนังสือต่างประเทศอยู่เป็นประจำ หากคุณพบหนังสือที่มีเนื้อหาสาระดี น่าแปลออกมา เป็นหนังสือภาษาไทย คุณสามารถแจ้งความประสงค์ไปยังสำนักพิมพ์ที่คุณสนใจจะร่วมงาน เพื่อให้เขาติดต่อ ซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือนั้นมาเพื่อพิมพ์จำหน่ายเป็นภาษาไทย
สำหรับสำนักพิมพ์แจ่มใส คุณสามารถส่งเรื่องมาที่ editor@jamsai.com โดยระบุชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ชื่อสำนักพิมพ์ต่างประเทศ และเนื้อเรื่องโดยย่อของหนังสือเล่มนั้น ตลอดจนจุดเด่นที่คุณคิดว่าน่าสนใจ
2. ติดต่อลิขสิทธิ์
ควรให้สำนักพิมพ์ที่คุณติดต่อ เป็นผู้ดำเนินการประสานงานกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศ อย่าเพิ่งรีบ แปลโดยเด็ดขาด จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกระบวนการนี้บางครั้งใช้ เวลาค่อนข้างนาน คงต้องอดทนรอคอยไปก่อน เมื่อติดต่อลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงค่อยเจรจาในราย ละเอียดกับสำนักพิมพ์นั้นอีกครั้ง ว่าคุณจะได้ค่าเหนื่อยเท่าใด
3. เริ่มลงมือแปล
ในการแปลหนังสือภาษาต่างประเทศไทยเป็นภาษาไทยนั้น ถ้าพอมีเวลา ผมอยากแนะนำให้คุณอ่าน หนังสือที่ต้องการแปล ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างน้อย 2-3 รอบ พยายามสรุปเนื้อความและบรรยากาศ ตลอดถึง อารมณ์ที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดมาสู่ผู้อ่านให้เข้าใจเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยเริ่มลงมือแปล งานแปลของคุณ ก็จะราบรื่นยิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นการแปลแบบคำต่อคำ ซึ่งบางทีเมื่อเรียงเป็นประโยคแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง นอกจากนี้ยังอาจมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางตอนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของนักอ่านชาวไทยด้วย แต่ทั้งนี้ต้องไม่ใช่การดัดแปลงไปจากเดิมมากจนเกินไป
ป้ายกำกับ:
ความรู้ทั่วไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)