วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คนเรารวยกันได้ กี่วิธี อะไรบ้าง ?

คนเราที่ร่ำรวยกันอย่าสุจริตนั้น มีกี่วิธี อะไรบ้าง ?
เขียนโดย มงคล ตันติสุขุมาล 

  ผมหมายความถึงคนที่รวยด้วยวิธีการสุจริต และ มีทรัพย์สินว่ากันเป็นหลายๆล้านขึ้นไปนะครับ ไม่นับคนที่บอกว่ารวยความสุข แต่ไม่มีตัง เพราะความสุขก็เป็นความร่ำรวยทางใจอย่างหนึ่ง แต่ผมจะไม่พูดประเด็นนี้ในตอนนี้ เอาเรื่องรวยเงินทองก่อนว่ามีกีวิธี

ผมมานั่งรวมรวมดูก็พอจะได้หลายๆวิธี ดังนี้

  1.รับมรดกทรัพย์สิน หรือ ธุรกิจ จากพ่อแม่ วิธีนี้เร็วที่สุด ไม่ต้องทำเอง เป็นบุญเก่าที่ส่งผลมา ผมมีโอกาสได้รู้จักบุคคลที่รวยด้วยวิธีนี้ก็ไม่น้อย

  2. แต่งงานกับคนรวย วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สบายรองลงมา ตามกฎหมายแล้ว ทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังจากการสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (จดทะเบียนสมรส) นั้น จะตกเป็นของฝ่ายละครึ่ง แต่ใครเลือกรวยด้วยวิธีนี้ต้องทำใจหน่อยว่าหากไม่ได้เกิดจากความรัก อาจรวยเงิน แต่ทุกข์ใจ ก็เป็นได้ หลายคู่ต้องหย่าร้างกันไป แต่หากเป็นการแต่งงานด้วยความรักเป็นหลัก ร่ำรวยเป็นรอง ก็อยู่กันยั่งยืน

  3. ถูกล๊อตเตอร์รี่ สลากออมสิน สลาก ธกส. วิธีนี้มีโอกาสถูกรางวัลที่ 1 น้อยกว่า 1 ในล้าน แต่ก็มีคนถูกรางวัลที่ 1 ทุกครึ่งเดือน (มักไม่ซ้ำหน้ากันนะครับ) โอกาสน้อย แต่ก็มีคนได้

  4. เล่นหุ้นจนรวย สำหรับคนที่พอมีเงินทุนอยู่บ้าง มีเวลาติดตามราคาหุ้นทุกวัน รู้เชิงลึก มีความสุขกับการซื้อขายหุ้น เลือกลงทุนเป็น ก็มีโอกาสรวยได้ แต่ในทางกลับกันหากไม่เก่งจริงก็มีโอกาสขาดทุนได้สูงเช่นกัน

  5. เป็นดารานักแสดง ที่มีชื่อเสียง วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ทำให้รวยเร็ว ได้ทราบมาจากคนในวงการว่าดาราดังแต่ละคนมีรายได้หลักล้านต่อเดือนเลยทีเดียว หากรู้จักเก็บเงิน รู้จักลงทุนให้ถูกที่ถูกทาง เมื่อความโด่งดังลดลง ก็ไม่ต้องห่วงอะไร เพราะมีเงินพอกินทั้งชาติ

  6. เป็นนักร้อง ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แม้ว่าปัจจุบันกำไรจากการขายแผ่นซีดีนั้นไม่มากนักเพราะมีแผ่นก๊อปกันมาก แต่การจัดคอนเสิร์ต การออกรายการทีวี การออกอีเวนท์ ก็ทำให้ได้เงินได้ทองมากมายทีเดียว เห็นหนังสือเล่มหนึ่งลงปกว่าพี่เบิร์ด มีทรัพย์สินเป็นพันล้านบาท น้าแอ๊ดคาราบาวก็เช่นกัน มีหลายพันล้านบาท นักร้องบางคนผันตัวมาเป็นดารานักแสดงอีกด้วย ได้สองทางเลยทีนี้

  7. เป็นนักดนดรีที่เก่งและมีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นนักไวโอลิน นักเปียนโน วาทยกรดนตรี ล้วนมีเศรษฐีจากหนทางนี้ทั้งสิ้น

  8. เป็นนักกีฬาที่มีความสามารถระดับประเทศ จนถึงระดับโลก หากเก่งด้านกีฬาก็เอาดีไปเลย เช่น เป็นนักก๊อล์ฟอาชีพ เป็นนักเทนนิสอาชีพ นักฟุตบอลอาชีพ ฯลฯ

  9. เป็นนักนวัตกร คือ คิดประดิษฐ์อะไรขึ้นมาเป็นสิ่งแรกๆในโลก ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และเป็นที่ต้องการของคนทั่วไป ตัวอย่างเช่น บิลล์ เกตต์ ผู้คิดค้นระบบปฏิบัติการ DOS ต่อมาเป็น Windows ทำขายไปทั่วโลก สตีฟ จ๊อป คิด Mac, iPad, iPhone ทำจนมีสาวกไปทั่วโลก คนคิดร่ำรวยมหาศาล

 10. เป็นนักเขียนหนังสือขายดี เพราะรายได้ของนักเขียนจะแปรผันตามจำนวนหนังสือที่ขายได้ เช่น เจ เค โรริ่ง ผู้แต่ง แฮรี่ พอร์ตเตอร์ ทำเอาคนอ่านติดกันงอมแงมไปทั่วโลก นักเขียนเรื่องนี้เปลี่ยนจากคนธรรมดา กลายเป็นมหาเศรษฐฐีที่รวยระดับต้นๆของอังกฤษไปเลย

  11. เป็นนักพูดที่มีชื่อเสียง ดูอย่างพี่โน๊ต นั่นไง จัด เดี่ยวไมโครโฟน ทีได้เงินหลายๆล้าน ในต่างประเทศมีทั้งนักพูด ทั้ง The Trainer ที่มีชื่อเสียงมากมาย ทำเงินกันเป็นร่ำเป็นสัน

  12. เป็นสุดยอดนักขาย เพราะว่าหากคุณขายเก่ง ไม่ว่าหยิบจับอะไรดีๆมา เป็นอันขายได้หมด ไม่ว่าจะเป็น ขายที่ดิน ขายบ้าน ขายรถ ขายเครื่องจักร ขายตรง ขายประกัน ฯลฯ ร่ำรวยได้หมด และเจอมาเยอะแล้วกับคนที่ขายเก่งจนรวย

  13. เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หากคุณสามารถพัฒนาตนเองจนเป็นสุดยอดฝีมือในอาชีพการงานด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น การแพทย์ วิศวกรรม จิตกรเอก ฯลฯ เงินทองก็ไหลมาเทมาเช่นกัน

  14. สร้างธุรกิจของตนเอง จนประสบความสำเร็จ ธุรกิจที่มีหน้าร้าน มักมีการลงทุนที่สูง ยิ่งเป็นธุรกิจการผลิต ยิ่งลงทุนสูง การสร้างธุรกิจของตนเองจนประสบความสำเร็จได้ จึงมีความเสี่ยงสูงตาม แต่ในวงการธุรกิจมีคำกล่าวว่า “High Risk … High Return” แปลว่า “ความเสี่ยงสูง…ผลตอบแทนก็สูงตาม” แต่ปัจจุบันเกิดธุรกิจออนไลน์ที่ช่วยลดต้นทุนลดความเสี่ยงได้ ไม่ว่าทำธุรกิจอะไรใครทำธุรกิจของตนเองจนเติบโต ขยายตัวออกไปมากมาย ก็ทำรายได้นับล้าน จนถึงหลายๆล้านบาทต่อเดือนได้
  ไม่ว่าคุณจะเลือกรวยด้วยหนทางไหน หรือ มีวิธีอื่นใด ก็บอกๆกันนะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆได้

ความรวยโดยตัวมันเองนั้นเป็นกลางๆนะครับ ส่วนความสุขนั้น อยู่ที่ใจครับ ทรัพย์สินเงินทองอาจให้ความสุขด้านวัตถุได้ส่วนหนึ่ง แต่วิธีคิด ทัศนคติการมองโลก จะนำความสุขที่แท้จริงมาให้มากกว่า ซึ่งในหลายๆกรณีไม่ได้เกี่ยวกับเงินทองแต่ประการใด ดังนั้น ขอให้ท่านผู้อ่าน “รวยทั้งเงินทอง รวยทั้งความสุขใจ” นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อยากรวยเงินล้าน แต่ทุนน้อย ควรทำอย่างไรดี

เขียนโดย มงคล ตันติสุขุมาล

หลายคนอยากร่ำรวย อยากเป็นเศรษฐีเงินล้าน แต่มีเงินทุนน้อย เพียงหลักพัน หลักหมื่น แต่อยากได้เงินล้าน จะทำอย่างไรดี ?

ผมขอแนะนำจากประสบการณ์ และ จากความรู้ที่ได้พบเห็นจากที่ต่างๆมาหลายสิบปี ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับบางท่านได้บ้าง
สิ่งที่ว่าได้แก่ การค้นหาศักยภาพของตนเองว่าตนเองทำสิ่งใดได้ดีเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับคนอื่นๆโดยทั่วไป สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่คุณมีความสุขที่ได้ทำ และ มีตลาดรองรับ แล้วนำมาพัฒนาต่อให้กลายเป็นงานที่ทำเงินล้านให้คุณต่อไป เช่น

  1. เป็นนักกีฬา หรือ นักดนตรี ที่มีความสามารถสูง นั่นคือ หากคุณคิดว่าคุณเล่นดนตรี หรือ กีฬา ได้ดี และชอบเป็นพิเศษแล้วละก็ ฝึกซ้อมให้เก่ง อย่างน้อยในโรงเรียน ในที่ทำงาน หรือในหมู่บ้าน คุณทำได้ดีเด่นกว่าใครแล้วหละก็ ลองสมัครเข้าแข่งขันในการแข่งขันต่างๆดู ทั้งระดับจังหวัด ระดับภาค และ ระดับประเทศ สะสมประสบการณ์ อย่ายอมแพ้ จนกระทั่งคุณได้รับรางวัล เป็นการรับประกันความสามารถขึ้นมาแล้วหละก็ งานก็จะไหลมาเทมา รับเงินกันไม่ทันเลยทีเดียว

  2. ทำงานประดิษฐ์ ได้ดีเลิศ โดยคุณอาจสามารถสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ ที่ทำจากวัสดุราคาถูกได้สวยงามเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างดี เช่น ดัดลวด จัดดอกไม้ พับกระดาษ ทำตุ๊กตา ร้อยลูกปัต หรืออื่นๆ เป็นต้น คุณเพียงแต่ทำให้แปลกใหม่กว่าใคร นำไปขายในเว็บไซต์ หรือ วางขายตามตลาดนัดต่างๆ เพื่อเป็นการทดสอบตลาด เพื่อมีลูกค้าสั่งซื้อจนมีชื่อเสียง จากนั้นพบลูกค้ารายใหญ่ที่สั่งจำนวนมากๆ สม่ำเสมอ คุณก็ได้เงินมากๆสม่ำเสมอตาม

  3. ทำกิจกรรมที่ตัวเองรัก ให้กลายเป็นธุรกิจ เช่น หากชอบทำอาหาร ลองทำอาหารบางรายการไปให้เพื่อนบ้าน เพื่อนที่ทำงาน หรือไปขายตามถนนคนเดิน ดู หากได้รับความนิยม การสั่งซื้อก็จะตามมา เงินก็ตามมาเอง แต่คุณต้องสร้างความแตกต่างจากที่อื่นๆ จึงจะมีรายได้อย่างยั่งยืนได้  หากชอบวาดรูปการ์ตูน ก็ลองส่งผลงานรูปวาดของตนเองไปยังบริษัทโฆษณา บริษัทสร้างภาพยนต์ ซึ่งเขาต้องทำ Story Board หรือสำนักพิมพ์ ที่เน้นหนังสือภาพหรือหนังสือการ์ตูน อันจะทำให้คุณได้โชว์ผลงานได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย อาจทำให้ได้รับเสนองานให้เป็นนักวาดมีงานส่งมาให้ทำประจำ

  4. สมัครเป็นตัวแทนอิสระ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขายตรง หรือ ธุรกิจประกันชีวิต ประกันภัย ซึ่งเหล่านี้เป็นธุรกิจที่ลงแรง ลงเวลา มากกว่าลงทุนเงิน หากใครปรับตัวได้ พัฒนาตนเองให้ทำได้ ก็จะสามารถทำรายได้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ รับเงินสม่ำเสมอ เป็นหลักหมื่น หลักแสน หรือหลักล้าน ก็มีให้เห็นเช่นกัน

  5. หาสินค้าหายากจากที่ต่างๆ แล้วนำไปขายต่อในเว็บไซต์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับคนชอบท่องไปในโลกกว้างเพื่อหาของหายาก แล้วนำมาบอกขายต่อโดยบวกกำไร หรือนำไปประมูลในเว็บไซต์ประมูลดังๆ เพื่อทำกำไร ก็เป็นอีกลู่ทางหนึ่งสำหรับผู้อยากรวยเช่นกัน

  6. เสนอโครงการดีๆ จากประสบการณ์งานของตนเอง ให้แก่เศรษฐี นักลงทุน ที่กำลังมองหาลู่ทางลงทุน โดยการที่ท่านเขียนแผนธุรกิจในงานที่ท่านชำนาญ มีประสบการณ์สูง ซึ่งน่าจะเชื่อได้ว่าหากเพียงท่านมีทุนมีโอกาส ท่านทำได้สำเร็จแน่ ท่านก็เพียงแต่พกแผนธุรกิจ และความมั่นใจนี้ ไปนำเสนอบรรดาเศรษฐี หรือนักลงทุนที่ท่านรู้จัก หรือ ญาติแนะนำให้ แล้วไปนำเสนอให้เขาเหล่านั้นฟัง โดยเสนอให้ตัวท่านเองเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เขาเพียงแต่เป็นนักลงทุน และ เป็นเสมือนหุ้นส่วนกัน คือ เขาหุ้นเงิน ท่านหุ้นแรง แล้วแบ่งกำไรกัน หากเขาเชื่อถือท่านว่าท่านแน่พอ มีประสบการณ์มามากพอ และ เอาด้วย ท่านก็จะเริ่มธุรกิจของท่านเองได้แล้ว และ เงินทองก็จะได้ไหลมาเทมา

  7. หากคุณเป็นคนชอบอ่านชอบเขียน ก็เพียงแต่เขียนเรื่องที่คุณถนัด ส่งไปตามสำนักพิมพ์ต่างๆดู หากได้รับการตีพิมพ์ และขายดีขึ้นมาหละก็ รับส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์มากเลยครับ แต่หากเสนอแล้วไม่มีสำนักพิมพ์รับไปพิมพ์ทำตลาด คุณก็เพียงแต่นำไปลงในเว็บบล็อกดังๆ บางแห่ง หากมีคนตามอ่านเรื่องราวจำนวนมาก เช่น นวนิยาย ของนักเขียนสมัครเล่นบางคน ก็ดังจนสำนักพิมพ์เห็นผลงาน ติดต่อขอนำไปรวมพิมพ์เป็นหนังสือขายดี รับเงินจนร่ำรวยไปหลายรายแล้ว

  ไม่ว่าคุณจะเลือกหนทางใด หรือหลายๆทางร่วมกัน ท่านก็ควรจำไว้ว่า ความซื่อสัตย์ เป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดสำหรับคนอยากรวยนานๆ เพราะไม่มีใครอยากติดต่อทำธุรกิจกับคนขี้โกงเป็นแน่แท้ อีกทั้งคุณต้องรู้จักเก็บออมเงินที่ได้จากกิจกรรมต่างๆที่ทำ เลือกลงทุนอย่างเหมาะสม อย่าเพิ่งรีบนำไปซื้อของฟุ่มเฟือย เพื่อตอบสนองความสบายส่วนตัว ให้ลงทุนต่อในโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องต่อๆไป จนกระแสเงินสดมั่นคงก่อน แล้วค่อยหาความสบายส่วนตัวทีหลัง ท่านจะได้รวยอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

ผลประเมินความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมเรื่อง เจรจาต่อรองอย่างมีกลยุทธ์ (Winning Negotiation Strategies)

ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เรื่อง

เจรจาต่อรองอย่างมีกลยุทธ์ (Winning Negotiation Strategies)

จัดโดย สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
วิทยากรโดย มงคล ตันติสุขุมาล
เมื่อ พฤศจิกายน 2555





วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผลตอบรับจากการฝึกอบรมเรื่อง การสร้างแรงจูงใจเพื่อความสำเร็จในงานขาย

การสร้างแรงจูงใจเพื่อความสำเร็จในงานขาย
(Motivation for Sales)

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2555

วิทยากร โดย มงคล ตันติสุขุมาล
จัดโดย Pacific Sales Management Center 
ติดต่อ โทร 0817168711
email: mingbiz@gmail.com

ผลตอบรับจากผู้เข้าอบรมรุ่นก่อน




วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข้อแนะนำในการเตรียมตัวเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจ ก่อนเปิดเสรี AEC


ข้อแนะนำในการเตรียมตัวเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจ ก่อนเปิดเสรี AEC

ผู้เขียน : มงคล ตันติสุขุมาล

ตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 เป็นต้นมา ต้นทุนค่าบุคลากร เพิ่มสูงขึ้น หลายองค์กรทั้งรัฐ รัฐวิสาหกิจ และ เอกชน ได้ปรับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับผู้ที่จบต่ำกว่าปริญญาตรี เป็น 9000 บาทต่อเดือน และ ปริญญาตรีเป็น 15000 บาทต่อเดือน เมื่อรวมกับค่าน้ำมันที่สูงในปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก หนำซ้ำ ผู้ประกอบการหลายรายที่ยังมีกิจการดีก็ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้ไม่สามารถขยายงาน หรือรับงานเพิ่มได้ โตไม่ได้แถมทำให้ต้องสูญเสียโอกาสทางธุรกิจเนื่องจากต้องปฏิเสธงานลูกค้าไปหลายรายน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

หากใครที่กำลังประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ผมขอแนะนำแนวทางแก้ไขบางประการ เนื่องจากนับแต่นี้เป็นต้นไปการแข่งขันเรื่องต้นทุนต่ำ ค่าจ้างถูก คงทำไม่ได้อีกต่อไป เมื่อเทียบกับประเทศจีน พม่า เวียดนาม ที่ต้นทุนธุรกิจและค่าจ้างต่ำกว่า เราคงสู้ไม่ได้ เราควรทำแบบผู้ประกอบการบางรายที่ไม่แข่งเรื่องต้นทุน แถมยังให้เงินเดือนสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป เพื่อดึงดูดคนเก่งคนดีให้มาทำงานกับตนเอง อีกทั้งคนเก่าก็ไม่ไปไหน เพราะได้เงินเดือนดีสวัสดิการดีกว่าที่อื่นๆ แต่ธุรกิจยังแข่งขันได้ โดยเขาหันไปควบคุมต้นทุนด้านอื่นๆ แทน เช่น ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำธุรกิจ ให้การตลาดออนไลน์ ใช้โซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้ง เพื่อส่งเสริมการตลาด เพื่อลดต้นทุนการโฆษณาในสื่ออื่นๆที่ต้องใช้เงินมากกว่า เป็นต้น

แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ ต้องแข่งขันที่การสร้างความแตกต่าง (Differentiate) ซึ่งมีแนวทางทำได้หลายประการ คือ

-          แตกต่างด้วยคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และ บริการ หมายถึงผลิต หรือ จัดหา สินค้าที่มีคุณสมบัติดีแตกต่างจากทั่วๆไปในท้องตลาด เช่น ดีกว่า ทนกว่า ให้ประโยชน์ได้หลากหลายกว่า เป็นต้น ความแตกต่างด้านบริการ เช่น หากคู่แข่งไม่มีบริการส่งถึงบ้าน แต่ท่านมี หรือ คู่แข่งไม่รับประกันสินค้า แต่ท่านรับประกัน คู่แข่งไม่มีการสั่งทางเว็บไซต์ แต่ของท่านสามารถสั่งทางเว็บไซต์และส่งทางไปรษณีย์ถึงบ้านลูกค้า เป็นต้น

-          แตกต่างด้วยการออกแบบ หมายถึง มีการออกแบบที่สวยแปลกตา หาไม่ได้ที่อื่น ทั้งตัวสินค้า และ สิ่งหุ้มห่อ (Package) ทำให้น่าจับน่าซื้อมากขึ้น ท่านอาจออกแบบเอง หรือ มีทีมออกแบบ จากนั้นนำไปว่าจ้างผู้ประกอบการอื่นทำต้นแบบ และสินค้าจำนวนน้อยมาทำตลาดดูก่อน หากไปได้ดีจึงเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท่าน ทำให้แตกต่างจากคู่แข่ง อีกทั้งไม่หยุดนิ่ง มีแบบใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ เพื่อหนีคู่แข่งให้เขาตามไม่ทัน

-          แตกต่างด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation) หมายถึง การหาสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน โดยท่านอาจหาข้อมูลจากเว็บที่เกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นไอเดีย หรือ ไปในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เพื่อไปหาผลงานวิจัยใหม่ๆที่น่าจะนำไปพัฒนาเป็นสินค้าหรือเป็นธุรกิจได้ แล้วนำไปต่อยอดเป็นสินค้าใหม่หรือธุรกิจใหม่เป็นต้น

หากท่านปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขัน ธุรกิจของท่านก็จะอยู่รอดได้ในการแข่งขันอย่างรุนแรงที่มาจากทั้งภายในและต่างประเทศ อย่าติดสบายอยู่กับความสำเร็จเดิมๆโดยไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อคู่แข่งเข้ามาถึงท้องถิ่นของท่าน ท่านอาจตั้งตัวไม่ทันก็เป็นได้ แต่ถ้าท่านเริ่มคิด วางแผน ดำเนินการ ทดลอง เปลี่ยนแปลง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้กินเวลาพอสมควร แต่เมื่อคู่แข่งรายสำคัญมาถึงท้องถิ่นของท่าน ท่านก็ก้าวไปไกลกว่าเดิม และพร้อมรับการแข่งขันแล้ว 

ความคิดเห็นของผู้เข้าฝึกอบรมเรื่อง การสร้างความสำเร็จด้วย Law of Attraction เชียงใหม่

ความคิดเห็นจาก Facebook ของผู้เข้าอบรมเรื่อง

การสร้างความสำเร็จด้วยกฎแห่งแรงดึงดูด (Law of Attraction) 

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 จังหวัดเชียงใหม่


ความคิดเห็นของผู้รับการอบรม กลยุทธ์การตลาดยุคใหม่ (Modern Marketing Strategies)

ความคิดเห็นจาก Facebook ของผู้เข้ารับการอบรมเรื่อง

กลยุทธ์การตลาดยุคใหม่ (Modern Marketing Strategies)

จัดโดย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
เมื่อวันที่ 24 ตค. 2555 ที่สงขลา และ 26 ตค. 2555 ที่นครศรีธรรมราช





วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผลการประเมินโดยผู้เข้าอบรม Motivation for Sales

ผลการประเมินโดยผู้เข้าอบรม เรื่อง

Motivation for Sales 

จัดโดย Pacific Sales Management Center
27 กันยายน 2555












วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สรุปผลการประเมินเรื่อง การเจรจาต่อรองอย่างมีกลยุทธ์ (Winning Negotiation Strategies) โดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

สรุปผลการประเมินจากผู้เข้ารับการฝึกอบรม เรื่อง

การเจรจาต่อรองอย่างมีกลยุทธ์ 
(Winning Negotiation Strategies)

จัดโดย สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
เมื่อ วันที่ 24 กรกฎาคม 2555




วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

การพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการพูดต่อหน้าชุมชน


ผู้เขียน : มงคล ตันติสุขุมาล

                ในสังคมไทย หลายคนมีบุคลิกขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูด ไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าผู้อื่น ทำให้ไม่เคยได้มีโอกาสฝึกหัด ส่งผลต่อมาในอาชีพการงาน เมื่อมีโอกาสสัมภาษณ์งานก็ไม่กล้าพูด อธิบายไม่เป็น แม้แต่เรื่องประวัติของตนเอง ทำให้พลาดงานดีๆไป เมื่อได้งานจากบางแห่งทำ ก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก อธิบายไม่เป็น ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานอีก
                บางคนเป็นคนที่ทำงานภาคปฏิบัติเก่งมาก แต่ไม่มีความสามารถในการอธิบายความให้คนอื่นเข้าใจ ทำให้เจ้านายไม่ทราบ หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ทำ มองไม่เห็นผลงาน เพราะฟังการนำเสนองานแล้วไม่รู้เรื่อง บางคนไม่กล้านำเสนอเอง แต่ให้เพื่อนนำเสนอแทน จึงเป็นเหตุให้การงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
                ผมพบเจอคนแบบที่กล่าวมาข้างต้นเยอะมาก บ้างก็ตัดพ้อต่อว่าชะตาชีวิตที่ทำดีแต่ไม่มีใครเห็น ผมว่าทำดีแต่อธิบายให้เจ้านายเข้าใจงานที่ทำไม่เป็นมากกว่า บ้างก็เหน็บแนมเพื่อนร่วมงานว่าทำงานไม่เก่งแต่ประจบเจ้านายเก่งจึงเลื่อนขั้นเร็ว ผมว่าเขาอาจจะอธิบายให้เจ้านายเข้าใจเรื่องราวต่างๆในการงานได้เก่งกว่าเขาจึงก้าวหน้าได้เร็วกว่า บางคนทำธุรกิจส่วนตัวแต่หาลูกค้าไม่ค่อยได้ เพราะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจไม่ได้ว่า เพราะอะไรจึงควรมาซื้อหรือใช้บริการของคุณแทนที่จะไปหาคู่แข่ง
                หลายคนเมื่อมีโอกาสพูดต่อหน้าชุมชนเพื่อแสดงความสามารถ เพื่ออธิบายความ เพื่อนำเสนอความคิด หรือ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ กลับปรากฏอาการมือเย็น ตัวสั่น เสียงสั่น ลืมเรื่องที่เตรียมมาพูดจนหมด หรือ พูดตะกุกตะกัก ไม่เป็นเรื่องเป็นราว คนฟังฟังไม่รู้เรื่อง บางคนอาการเหมือนยืนบ่นกับตัวเองอยู่หน้าเวทีซะงั้น
                ผมจึงอยากแนะนำสำหรับผู้มีปัญหาดังกล่าวข้างต้น และอยากพัฒนาตนเองให้ เป็นผู้พูดที่มีความสามารถในการพูดหน้าที่ชุมชน ดังนี้
1.       ฝึกพูดเล่าเรื่องประวัติของตนเอง เพราะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าทุกคนย่อมรู้ตัวเองดี น่าจะเล่าได้ดีที่สุด อีกทั้งเวลาสัมภาษณ์งานทุกที่ต้องถาม เวลาเริ่มงานหรือเข้าสังคม เพื่อนใหม่ต้องถาม การฝึกไว้ก่อนย่อมจะดีที่สุด ใหม่ๆก็เขียนเรื่องราวประวัติชีวิตคุณลงกระดาษหนึ่งหน้า A4 โดยสรุปให้ได้ภายใน 1 หน้ากระดาษ เพราะจะใช้เวลาพูดได้ประมาณ 5 นาที กำลังดี จากนั้น อ่านดูดังๆ อัดเสียงไว้ก็ได้ แล้วลองเปิดฟังเสียงตัวเองดู หลายๆครั้ง จนแน่ใจว่าจำได้ ก็ลองยืนพูดหน้ากระจกที่เห็นตัวเองเต็มตัวดู อยู่คนเดียวไม่ต้องอายใคร ซ้อมให้เต็มที่
2.       เมื่อฝึกส่วนตัวจนคล่องแล้วก็ลองเล่าให้คนในครอบครัวฟังดู เพราะคุณคุ้นเคยกันดีจะได้ไม่เขินอายจนเกินไป พูดโดยไม่ต้องอ่านโพยนะครับ เพราะเป็นการฝึกให้ประติดประต่อเรื่องราวได้เองจากความจำโดยไม่ต้องอ่าน ซึ่งจะดูเป็นธรรมชาติ แล้วให้คนในครอบครัวช่วยวิจารณ์ ชี้แนะ เพราะจะได้ไม่โกรธกัน นำไปปรับปรุงแก้ไข
3.       เมื่อเล่าเรื่องตนเองได้แล้ว ก็ไปฝึกเล่าเรื่องอื่นๆที่ตนเองสนใจ ซึ่งอาจเป็นเนื้อหาในหนังสือที่อ่านมาแล้วชอบ หรือ ภาพยนตร์ที่ดูมาแล้วชอบ ก็นำมาเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ พ่อแม่อาจลองเล่านิทานให้ลูกเล็กฟัง  เด็กโตหรือผู้ใหญ่อาจลองเล่าเรื่องการงาน หรือ หนังสนุก ให้พ่อแม่ หรือ เพื่อนๆในกลุ่มฟัง เป็นการฝึกหัด ทำบ่อยๆเดี๋ยวชินเอง
4.       ท่ายืนที่ถูกต้องคือ อย่ายืนขาถ่าง โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะจะดูไม่สวย แต่ก็ไม่เท้าชิดแถวตรงแบบทหาร เพราะจะดูแข็งกระด้างเกินไปในการพูด ผู้หญิงยืนส้นเท้าชิดให้ปลายเท้าห่างกันเล็กน้อย เท้าซ้ายขยับไปด้านหลังเล็กน้อย  ผู้ชายยืนให้ปลายเท้าห่างกันเล็กน้อย ส้นเท้าห่างกันเล็กน้อย
5.       มือเป็นอวัยวะที่ผู้ฝึกพูดมือใหม่มักมีปัญหา เพราะรู้สึกเกะกะไปหมดไม่รู้จะไว้ตรงไหนเวลาอยู่หน้าผู้คน ผมแนะนำว่าให้ห้อยแขนส่วนบนสบายๆอย่าเกรง แล้วยกแขนส่วนล่างขึ้นให้มืออยู่ระดับสะดือ ทำท่าเหมือนถือลูกบอลที่มองไม่เห็นอยู่กลางอากาศ บริเวณหน้าท้อง เพื่อจะได้ขยับมือประกอบการพูดได้ถนัด
6.       ตามองตรงไปยังผู้ฟัง แต่ไม่จับจ้องอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ควรมองไปกว้างๆให้ทั่ว ซ้ายที ขวาที ตรงกลางที แถวหน้าที แถวหลังที เป็นต้น ใหม่ๆอาจรู้สึกสะดูดและดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวชินเอง
7.       ในความคิดของนักพูดต่อหน้าชุมชน อย่าคิดว่าผู้ฟังจะพอใจเราไหมหนอ หรือ กังวลว่าจะพูดได้ดีไหม อย่าให้มีความคิดกังวลในด้านลบอยู่ในสมอง เพราะจะทำให้ประหม่า พูดไม่ออก ให้คิดเสียว่า เมื่อเขาให้เรามาพูด ก็ต้องฟัง เรามีหน้าที่พูดถ่ายทอดความคิด ถ่ายทอดข้อมูล ให้ดีที่สุด ผู้ฟังจะตัดสินอย่างไรเป็นเรื่องของเขา อย่ากังวลไปเกินกว่าเหตุ
8.       อย่ามองและกังวลไปมากสำหรับผู้ฟังบางคนที่ไม่สนใจฟังและมัวกระซิบกระซาบคุยกันเอง เพราะจะทำให้เราในฐานะผู้ที่กำลังยืนพูดอยู่หน้ากลุ่มเกิดความสับสนกังวล ให้เน้นมองไปยังผู้ฟังที่กำลังแสดงความสนใจตั้งใจฟัง จะทำให้มีกำลังใจมากกว่า
9.       พูดด้วยเสียงดังฟังชัด แต่ไม่ถึงกับตะโกน เพียงแต่ให้แน่ใจว่าผู้ที่ฟังอยู่หลังสุดได้ยินชัดเจนดีก็พอ หากกลุ่มใหญ่ก็ต้องใช้เครื่องขยายเสียงช่วย
10.   ใช้น้ำเสียงสูงบ้างต่ำบ้าง ตามเนื้อหาที่พูด ไม่ควรเป็นเสียงโทนเดียว เพราะจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อได้ง่าย การใช้น้ำเสียงแปรเปลี่ยนไปตามเนื้อหาและให้เป็นธรรมชาติ จะทำให้การฟังสนุก
11.    ยกไม้ยกมือประกอบการพูดบ้างตามความเหมาะสม ไม่ยืนมือแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ขยับมือและแขนไปตามเนื้อหา เช่น ใหญ่ก็ทำมือเหมือนยกของใหญ่ เล็กก็ทำมือเหมือนหยิบของเล็ก สูงก็ยกมือขึ้นสูง ต่ำก็กดมือลงต่ำ เป็นต้น แต่ผมจะยังไม่อธิบายละเอียดในส่วนนี้ เพราะเนื้อหาแต่ละเรื่องก็อาจใช้ท่าทางประกอบแตกต่างกันออกไป ต้องอยู่ในสถานการณ์ฝึกหัดพูดในเรื่องต่างๆ จึงจะได้แนะนำให้ปรับใช้ตามความเหมาะสมกับเรื่องราวที่พูด
12.   ยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระตุ้นผู้ฟัง การจูงใจผู้ฟัง การสังเกตผู้ฟัง การสร้างโครงเรื่อง เป็นต้น ซึ่งเป็นศิลปะการพูดในชั้นที่สูงขึ้นไป แต่สำหรับมือใหม่ ทำให้ได้ตามที่อธิบายมาข้างต้นให้ได้ก่อน โดยหาโอกาสขึ้นพูดบ่อยๆ เช่น งานวันเกิดเพื่อน ก็ลุกขึ้นยืนกล่าวอวยพรดู งานแต่งงานหากได้รับการเชิญก็อย่าปฏิเสธให้ขึ้นไปพูดดู ไปดูหนังมาสนุกมากก็เล่าเรื่องราวให้กลุ่มเพื่อนร่วมงานฟังดูตอนพักเที่ยง ถือว่าเป็นสนามฝึกของจริง เมื่อซ้อมจนชิน ไม่สั่น ไม่เขิน ไม่ลืมเรื่องแล้ว เมื่อถึงโอกาสที่ต้องแสดงฝีมือในการพูดต่อหน้าชุมชนเรื่องการงาน อันส่งผลต่อความก้าวหน้า ก็จะทำได้อย่างเต็มที่ สุดฝีมือ เพราะซ้อมมาดีแล้วนั่นเอง แล้วอย่างนี้ตำแหน่งดีๆจะไปไหนเสีย จริงไหม

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

สรุปผลสำรวจความพึงพอใจต่อการอบรมเรื่อง เจรจาต่อรองอย่างมีกลยุทธ์

สรุปผลสำรวจความพึงพอใจต่อการอบรมเรื่อง 

เจรจาต่อรองอย่างมีกลยุทธ์ (Winning Negotiation Strategies)

จัดโดย สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 
เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555




หมายเหตุ: รอบต่อไป จัดวันที่ 24 กรกฎาคม 2555
ติดต่อ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ โทร 026195500 ต่อ 451-455

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

ภาพการฝึกอบรม การทำงานเป็นทีม (Team Work) ณ ภูอิงฟ้ารีสอร์ท เชียงใหม่

บรรยากาศการฝึกอบรม
การทำงานเป็นทีม (Team Work)
บริษัท เอ แอนด์ เอ นีโอเทคโนโลยี จำกัด
ที่ภูอิงฟ้ารีสอร์ท เชียงใหม่
24 December 2011









ภาพการฝึกอบรม การประชุมและการสื่อสารภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพบรรยาการการฝึกอบรม
การประชุมและการสื่อสารภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับผู้บริหาร
Effective Meeting and Communicating Organization for Manager
กรุงเวียงจันทน์ ประเทศ สปป.ลาว
17-18 December 2011






วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ภาพการฝึกอบรม พลังแห่งวัฒนธรรมองค์กรที่ดีเลิศ

ภาพบรรยากาศการเป็นวิทยากรอบรมเรื่อง 
พลังแห่งวัฒนธรรมองค์กรที่ดีเลิศ
(Power of Organization Culture)
วันที่ 22-23 ตุลาคม 2554
ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศ สปป.ลาว

















ธุรกิจขนาดย่อมที่เติบโต กับการบริหารจัดการ

เขียนโดย: มงคล ตันติสุขุมาล

    ธุรกิจขนาดย่อมหลายธุรกิจ มักเริ่มต้นจากเจ้าของคนเดียว หรือ ไม่กี่คน การบริหารจัดการก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน คือ เจ้าของหรือหุ้นส่วนใหญ่ เป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลทุกอย่าง ตัดสินใจเองทุกเรื่อง เมื่อเวลาผ่านไปธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ ต้องตัดสินใจ ในขณะที่หลายเรื่อง เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าความรู้ของเจ้าของกิจการ

   เมื่อถึงเวลานี้ เจ้าของทุกคนมักคิดเรื่องการมองหา "ผู้ช่วยบริหาร" หรือ "ผู้จัดการ" มาช่วยบริหารกิจการ ด้วยหวังว่าจะได้ลดภาระการจัดการ และความวุ่นวายประจำวันลงไปได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็ทำการประกาศรับสมัคร หรือ เรียกหาจากคนรู้จักแนะนำมา เมื่อได้คนที่ต้องการก็รับเข้าทำงาน

   เจ้าของกิจการเดิมมักจะมอบหมายหน้าที่ให้แก่ "ผู้จัดการ" ที่จ้างมา โดยหวังสูงว่าจะให้ผู้จัดการทำให้ทุกอย่างที่สั่ง แต่ เจ้าของธุรกิจยังต้องการจะ "ตัดสินใจ" เองในทุกเรื่อง เช่น การอนุมัติสั่งซื้อต้องให้เจ้าของเซ็นอนุมัตทุกเรื่อง การออกเช็คต้องเป็นเจ้าของเซ็นเท่านั้น การตัดสินใจในโครงการใดๆไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต้องให้เจ้าของเป็นคนตัดสินใจเท่านั้น ทำนองว่า ผู้จัดการ เสนอได้ แต่ห้ามตัดสินใจเอง

   การบริหารพนักงานระดับปฏิบัติงานในบริษัท หากผู้จัดการ สั่งการใดๆออกไป เจ้าของกิจการก็มักไปเปลี่ยนแปลงคำสั่งหากไม่ถูกใจ อีกทั้งมักทำการสั่งงานข้ามหัวผู้จัดการอยู่เป็นประจำ เมื่อผู้จัดการลงโทษพนักงาน เจ้าของก็มักจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงคำสั่ง

   ทำไปทำมา ผู้จัดการที่จ้างมา กลายเป็นเพียงลูกจ้างระดับปฏิบัติงานอีกคนหนึ่ง เท่านั้น ไม่มีหน้าที่ตัดสินใจใดๆ ไม่มีหน้าที่อนุมัติใดๆ หรือ จำกัดมากๆ เข้าทำนอง มอบหน้าที่ แต่ไม่มอบอำนาจ เนื่องด้วยเจ้าของยังคิดว่า ตนเองรู้ดีที่สุด ตัดสินใจเองได้ดีที่สุด ไม่มีใครรู้ดีกว่าตนเอง

  ท้ายที่สุด ผู้จัดการที่จ้างมา ก็เป็นเสมือนหัวหลักหัวตอ ที่พนักงานก็ไม่รับฟังคำสั่ง เพราะเจ้าของมักสั่งข้ามหัว หรือ เปลี่ยนแปลงคำสั่งอยู่เสมอ ให้คุณให้โทษพนักงานระดับปฏิบัติงานไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เจ้าของก็คิดว่า ผู้จัดการที่จ้างมา ทำงานไม่ได้ผลดังใจที่ตนเองคาดหวัง สุดท้าย ผู้จัดการ ที่จ้างมาไม่ว่าเขาจะเก่งเพียงไรก็อยู่ไม่ได้ ต้องลาออกไป

  เมื่อเจ้าของจ้างผู้จัดการคนใหม่ ไม่ว่าจะให้เงินเดือนสูงเพียงใด แต่เจ้าของยังทำตัวแบบเดิม ผลลัพธ์ก็เป็นแบบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

  เรื่องราวข้างต้น ผมมักพบเป็นประจำในองค์กรขนาดเล็กที่เริ่มเติบโต แล้วก็ทำให้องค์กรดังกล่าวโตต่อไปไม่ได้ เพราะเต็มไปด้วยปัญหาที่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ต้องจัดการและต้องตัดสินเองทุกเรื่องจนเป็นนิสัย

  ผมอยากแนะนำให้ เจ้าของกิจการ หรือ หุ้นใหญ่ ในธุรกิจขนาดเล็กที่เติบโต และกำลังจ้าง "ผู้จัดการ" ว่า ท่านควรทำดังต่อไปนี้ จึงจะให้การจ้างคนเก่ง มาได้ผลดี

  1. เมื่อมอบ "หน้าที่" ให้ ต้องมอบ "อำนาจ" ในระดับที่เหมาะสมกับหน้าที่ไปคู่กันด้วย  ได้แก่ อำนาจในการให้คุณให้โทษกับผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้จัดการท่านนั้นอย่างเต็มที่ ให้อำนาจในการตัดสินใจเรื่องการอนุมัติงบประมาณในระดับที่กำหนดไว้ เป็นต้น

  2. การสั่งงานใดๆ ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้จัดการท่านนั้นๆ ให้เจ้าของสั่งงานผ่านผู้จัดการ โดยไม่สั่งงานข้ามหัว อันเป็นการรักษาระบบของสายการบังคับบัญชา

  3. หากผู้จัดการสั่งงานใดๆออกไปยังฝ่ายปฏิบัติงาน หากเจ้าของกิจการไม่เห็นด้วย หรือ ต้องการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ให้คุยกับผู้จัดการถึงเหตุผล ไม่ใช่สั่งเปลี่ยนเอง อันจะทำให้คำสั่งในสายการบังคับบัญชา (Chain of Command) ไม่ถูกทำลาย

  4. กำหนดวงเงินงบประมาณให้ผู้จัดการสามารถอนุมัติได้โดยไม่ต้องรอเจ้าของอนุมัติ หากวงเงินเกินกำหนดให้ผู้จัดการอนุมัติก่อนแล้วส่งต่อเจ้าของอนุมัติอีกขั้นหนึ่ง หากพนักงานระดับปฏิบัติงาน ส่งเอกสารผ่านข้ามหัวผู้จัดการมายังเจ้าของโดยตรง ให้เจ้าของส่งเอกสารกลับไปให้ผ่านการอนุมัติของผู้จัดการก่อนตามลำดับขั้น ทำอย่างนี้ต่อไปพนักงานก็จะรู้ว่า ให้ผู้จัดการอนุมัติตามระเบียบขั้นตอน และเกิดการทำงานเป็นขั้นตอนเกิดขึ้น

  5. การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานระดับปฏิบัติงาน ให้ผู้จัดการมีหน้าที่โดยตรงในการประเมิลผล ก่อนส่งต่อให้เจ้าของ ทำอย่างนี้พนักงานจึงจะยำเกรง และเชื่อฟังคำสั่งผู้จัดการ

  คำแนะนำดังกล่าวข้างต้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆธรรมดา สำหรับผู้ประกอบการหลายคน แต่ทางปฏิบัติ ผมกลับพบว่า เจ้าของกิจการยังผิดพลาดในเรื่องง่ายๆอย่างนี้อยู่เสนอ จึงแนะนำมาเพื่อต้องการเน้นย้ำด้วยหวังให้กิจการของท่านเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อีกทั้ง จะได้ทำให้ผู้บริหารที่ท่านจ้างมาทำการแบ่งเบาภาระงานให้ท่านได้อย่างแท้จริง

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิทยากรฝึกอบรม การสร้างแบรนด์

เป็นวิทยากรฝึกอบรม
เรื่อง การสร้าง Brand และ เรื่อง Teamwork
ที่ Hexa Ceram Dental Lab, Chiang Mai
วันที่ 7 ตุลาคม 2554






วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

ภาพการฝึกอบรม ศิลปะการพูดในที่ชุมชนเพื่อการจูงใจ (The Art of Public Speaking)

ภาพบรรยากาศ การฝึกอบรม 
ศิลปะการพูดในที่ชุมชนเพื่อการจูงใจ
(The Art of Public Speaking)
วันเสาร์อาทิตย์ ที่ 24-25 กันยายน 2554
ที่ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศ สปป.ลาว













บริการอื่นๆ เช่น ที่ปรึกษา รับเขียนบทความ ตรวจสอบบริการ ตรวจสอบอาคาร ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

M-Training and Consulting 
ให้บริการด้านการฝึกอบรม สัมมนา พัฒนาบุคคล องค์กร และ ที่ปรึกษาธุรกิจ
 

อีกทั้งยังให้บริการด้านอื่นๆ ดังนี้

1. ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ การตลาด การขาย และ การบริหารจัดการโดยใช้คอมพิวเตอร์ IT

2. จัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan)

3. ตัวแทนการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ (Business Negotiator)

4. รับเขียนบทความด้านธุรกิจ ลงนิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ เว็บบล็อค (Contents Provider)

5. ทนายความ (Attorney at Law) ร่างสัญญา ตรวจสอบสัญญา รับรองลายมือชื่อและเอกสาร ทำพินัยกรรม จดทะเบียนพาณิชย์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญา ที่ปรึกษาธุรกิจและการลงทุน

6. ตรวจสอบอาคาร ตาม พรบ.ควบคุมอาคาร (Building Inspection) โดยวิศวกรรับอนุญาต
     ให้บริการในพื้นที่จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง กรุงเทพฯ

7. นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Agent)
      ซื้อ ขาย เช่า บ้าน ที่ดิน คอนโดฯ อพาร์ทเม้น สำนักงาน ในพื้นที่เชียงใหม่ ลำพูน กรุงเทพฯ

ติดต่อ(Contact): โทร(Tel.) 0817168711  email: mingbiz@gmail.com




วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

ภาพกิจกรรม Trainer Camp

ภาพกิจกรรม Trainer Camp
16 กันยายน 2554