วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผลกระทบของการเปิดเสรี AEC ต่อจังหวัดเชียงใหม่


ผู้เขียน : มงคล ตันติสุขุมาล โทร 0817168711

                ปัจจุบันนี้ ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับเรื่องของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) และ เรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC)  ซึ่งจะส่งผลให้การค้าขายในภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ บรูไนฯ จะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และการลงทุน อย่างเสรี โดยไม่มีมาตรการด้านภาษีมาเป็นข้อจำกัด อีกทั้งตกลงจะมีการลดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีลง รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเต็มที่ บุคลากรวิชาชีพ 7 สาขา ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักสำรวจ ก็สามารถเคลื่อนย้ายทำงานในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเสรี แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายวิชาชีพในแต่ละประเทศ ส่วนประเทศอื่นๆในโลกล้วนเข้ามาเจรจาเป็นคู่ค้ากับอาเซียน โดยหวังจะได้อานิสงค์จากเรื่องดังกล่าว
                แท้จริงแล้วเหตุการณ์การลดกำแพงภาษีนั้นได้ทยอยทำมาเรื่อยๆเป็นเวลานานหลายปีแล้ว บุคลากรวิชาชีพก็ได้ทยอยเปิดเสรีมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ต้องรอถึง 1 มกราคม พ.. 2558 แต่อย่างใด เพียงแต่ในปี พ..2558 การเปิดเสรีดังกล่าวจะเกิดขึ้นแบบเต็มรูปแบบ เท่านั้นเอง   
                จังหวัดเชียงใหม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังได้รับการโหวดจากนิตยสารการท่องเที่ยวชั้นนำของโลกว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับต้นๆเมืองหนึ่ง ซึ่งท่านจะเห็นปรากฏการการย้ายถิ่นฐานของทั้งคนไทย และคนต่างชาติเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ อย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว  ชาวต่างประเทศก็เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป อเมริกา เป็นต้น รวมถึงผู้ใช้แรงงานในประเทศเพื่อนบ้านของไทย จำนวนไม่น้อยก็มาทำงานก่อสร้าง โรงงาน หรือ ทำความสะอาดบ้าน อย่างคึกคัก
                ข้อดีของปรากฏการเปิดเสรีอาเซียนนั้น ก็เห็นหลักฐานเชิงประจักได้หลายประการ เช่น เศรษฐกิจการค้าคึกคักขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจด้าน การศึกษา การแพทย์ ที่ในภาคเหนือก็มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางมานาน และมากขึ้นทุกที ซึ่งในภูมิภาคภาคเหนือของไทย รวมถึงจีนตอนใต้ พม่าและลาวตอนบน ล้วนแต่มุ่งสู่เชียงใหม่ทั้งสิ้น ผมมีโอกาสพบเจอลูกหลานชาวจีนที่ถูกส่งมาเรียนต่อที่เชียงใหม่จำนวนมาก ส่วนที่มาจากลาว พม่า ก็มีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ร้านอาหารเกาหลีเกิดขึ้นหลายแห่ง ชาวญี่ปุ่นที่เกษียณแล้วต้องการย้ายมาอยู่ถาวรที่เชียงใหม่ก็มีจำนวนมากจนธุรกิจ Long Stay เกิดขึ้นอย่างมากมายในเชียงใหม่ โรงพยาบาลหลายแห่ง ที่เคยมีเพียงป้ายภาษาไทย อังกฤษ ก็เพิ่มป้ายภาษาญี่ปุ่น และล่ามญี่ปุ่นมาอยู่ประจำ
                เมื่อมีผู้ย้ายถิ่นมาอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการที่อยู่อาศัยก็มากมายตามไปด้วย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็คึกคักตามมาติดๆ คอนโดมิเนียม ที่เมื่อก่อนเป็นอาคารร้างก็มีคนมาจับจองอยู่อาศัยกันเต็ม โครงการที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ และ คอนโดมิเนียมใหม่ๆเกิดขึ้นเต็มไปหมด ที่ดินว่างเปล่าก็ติดป้ายประกาศขายกันอย่างหนาตา เชื่อว่าจะเกิดเศรษฐีใหม่จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่อีกมากทีเดียว
                ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวข้อง เช่น ทัวร์ รถเช่า โรงแรม ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ ก็ได้ผลดีจากเหตุการณ์ดังกล่าว มัคคุเทศก์ที่ผมรู้จักหลายคนบอกว่า มีคิวจองตัวไปให้บริการนักท่องเที่ยวช่วงฤดูท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนตุลาคม เป็นต้นไป เต็มเหยียดทุกวัน เป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วยจริงๆ
                บุคลากรที่รู้ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นที่ต้องการมากในองค์กรต่างๆเพื่อติดต่อกับชาวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นในเชียงใหม่  อีกทั้งบุคลากรที่มีความรู้ดีในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ คอมพิวเตอร์ ก็เป็นที่ต้องการเพิ่มสูงมาก อันมาจากสาเหตุที่องค์กรต่างๆหาคนงานยากขึ้น ค่าแรงคนงานสูงขึ้น จึงต้องนำเครื่องจักร เครื่องคอมพิวเตอร์ มาทำงานแทนคน แล้วเครื่องจักร เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องการผู้รู้มาดูแล คนกลุ่มนี้จึงมีค่าตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
                แน่นอนว่าในข้อดีมากมายจากการเปิดเสรี AEC ก็ย่อมจะมีข้อเสียตามมาไม่น้อยเช่นกัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดประการแรกคือ รถติดในเชียงใหม่ เริ่มหนักหนาสาหัสขึ้นทุกวันโดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเย็นแม้จะยังเทียบไม่ได้กับในกรุงเทพฯก็ตาม แต่ก็ถือว่ารุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับการจราจรในอดีตของเชียงใหม่
                แรงงานมีฝีมือขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวต่างด้าวประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่ทำงานเป็นแล้วมีประสบการณ์แล้ว ต้องการกลับไปทำงานที่ประเทศของตนเองมากขึ้น บางคนผันตัวเองมาเป็นผู้รับเหมาเองซะเลย ทำให้แรงงานหายาก ส่งผลให้โครงการก่อสร้างมากมายในเชียงใหม่เสร็จล่าช้ากว่ากำหนด ในทางกลับกัน แรงงานไร้ฝีมือเริ่มเข้ามาหางานทำในเมืองไทยมากขึ้น แต่เมื่อไม่มีความรู้ ไม่มีทักษะ ไม่มีคนจ้าง หรือได้ค่าจ้างต่ำ ก็ก่อปัญหาอาชญากรรม เรื่องลัก วิ่ง ชิง ปล้น ค้ายา และ ขอทาน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จริงอยู่ที่ว่าภาครัฐพยายามจำกัดคนต่างชาติที่ไม่อยู่ในข้อตกลงเปิดเสรี ไม่ให้เข้ามาทำงานในเมืองไทย แต่เมื่อการผ่านแดนเป็นไปโดยสะดวก และมีคนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่อ้างว่ามาเที่ยว แต่ไม่ยอมกลับประเทศซ้ำยังมาหางานทำต่อในเมืองไทยก็มีมากขึ้น ตามจับกันก็ไม่จบไม่สิ้นอยู่ดี ทางผู้ประกอบการก็หวังจ่ายค่าจ้างได้ถูกก็นิยมจ้างคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายเหล่านี้มากขึ้น คนไทยที่ความรู้และประสบการทำงานน้อย แต่อยากได้ค่าจ้างสูง ย่อมจะประสบปัญหาตกงาน หรือหางานทำได้ยาก ตามมา อีกหน่อยเชียงใหม่คงเป็นที่ฝึกงานของแรงงานไร้ฝีมือและไร้ประสบการณ์ เมื่อทำงานไป 1-2 ปี มีฝีมือมีประสบการณ์ ก็ย้ายกลับประเทศตนเอง ส่วนคนไทยเก่งๆ ก็ย้ายถิ่นไปหากินที่ประเทศอื่นๆ ทำให้บุคลากรที่มีความสามารถ โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูง ขาดแคลนขึ้นเรื่อยๆ
                แถมด้วยการพบเห็นคนต่างชาติทุกชาติ มาทำงานอยู่ในเชียงใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ ยุโรป อเมริกา เต็มไปหมด บริษัทที่ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่ ก็มีชาวอิสราเอล มาทำงาน โรงพยาบาลหลายแห่งในเชียงใหม่ที่ผมมีโอกาสไปร่วมประชุมก็ได้เจอแพทย์ชาวอเมริกัน ญี่ปุ่น กันเป็นปกติแล้ว
                ผมจึงอยากแนะนำให้ชาวไทยโดยเฉพาะชาวเชียงใหม่ทั้งหลาย ให้เร่งพัฒนาตนเองให้มากขึ้น ได้แก่ ทักษะด้านอาชีพของตนเอง ทักษะด้านภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยี และ คอมพิวเตอร์ จะกลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ต้องมีหากอยากจะมีงานทำ แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความขยัน ความอดทน ความมีระเบียบวินัย ความกล้าแสดงออก รวมถึงทักษะด้านความคิด (Conceptual Skill) ที่ยังต้องปรับปรุงอยู่ ให้ได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ชาวเชียงใหม่และชาวไทยอยู่ในกระแสการแข่งขันระดับโลกได้อย่างผู้ชนะ หรือ ผู้อยู่รอด มิฉะนั้นแล้วหลายคนอาจต้องถูกกำจัดออกจากสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมายไปเป็นคนยากจนที่ เมื่อมีโอกาสมาถึง แต่กลับไขว่คว้าไว้ไม่ได้ แม้ในสังคมของตนเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น