วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บรรยาย การทำงานเป็นทีมและการจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ ที่ ซิโน-ไทย

ภาพการบรรยาย และ กิจกรรม เรื่อง


การทำงานเป็นทีม และ การจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
(Teamwork and Conflict Management)


บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
(รุ่นที่ 1)
วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2555











วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิทยากร Internet and Social Media Marketing

ภาพการฝึกอบรมเรื่อง

การตลาดบนอินเตอร์เน็ต และ โซเชียลมีเดีย
(Internet and Social Media Marketing)

ที่ โรงแรม ออลล์ ซีซัน โกลล์ ออคิด กรุงเทพฯ
25 พฤษภาคม 2555






วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อบรม Internet and Social Media Marketing ที่กรุงเทพฯ

เชิญผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรม เรื่อง

การตลาดบนอินเตอร์เน็ต ผ่าน Social Media
(Internet and Social Media Marketing)

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555 (9.00-16.00 น.)
ที่ โรงแรม ออล ซีซั่น โกลออร์คิต กรุงเทพฯ

วิทยากร โดย มงคล ตันติสุุขุมาล

ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ
 - รู้จัก Internet และ Social Media
 - รู้จักเว็บไซต์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต เช่น eBay, Paypal, Affiliate Marketing เป็นต้น
 - เรียนรู้ Social Media ยอดนิยม เช่น Facebook, Twitter, Blogger, Picasa, Youtube ในการใช้ทำธุรกิจ
 - การสร้าง Facebook Account และ Fan Page
 - การตั้งค่าสำหรับ Facebook Fan Page
 - การสร้าง Twitter Account การตั้งค่า และ การเชื่่อมโยง Facebook กับ Twitter
 - การสร้าง Blog การตั้งค่าต่างๆเกี่่ยวกับ Blog การใช้ Blog ในการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือธุรกิจ
 - การนำรูปภาพ และ VDO ลงในเว็บ
 - ความรู้พื้นฐานด้านการตลาด และ เทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการทำตลาดบน Internet
 - เทคนิคการทำให้เว็บติดอันดับต้นๆใน Google Search

ติดต่อ Hipo Training โทร 026154477-78 รายละเอียดเพิ่มเติม Click ที่นี่


เปิดอบรม "อินเตอร์เน็ตและการตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขั้นต้น" (Internet and eCommerce) ที่ เชียงใหม่

ขอเชิญผู้สนใจเข้า ฝึกอบรมกลุ่มย่อย เรื่อง


"อินเตอร์เน็ตและการตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นต้น"

(Introduction to Internet and e-Commerce)


ในวันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2555 (9.00-16.00 น.) 
(เชียงใหม่) 

วิทยากร : มงคล ตันติสุขุมาล

     ทาง M-Training จะเปิดอบรม หลักสูตร "อินเตอร์เน็ต และ การตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิก์ขั้นต้น" (Introduction to Internet and e-Commerce)
      สถานที่ : เชียงใหม่ (455/328 หมู่บ้านสันทรายพาร์ควิว ถ.เชียงใหม่-ดอยสะเก็ด ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่)
      รับจำนวน 5-10 คน
      ติดต่อ: โทร 0817168711 หรือ email : mingbiz@gmail.com
                 หรือ Click ลงทะเบียนออนไลน์ที่นี่ 

       ค่าลงทะเบียน ฝึกอบรม คนละ 2,000 บาท  (รวมค่าเอกสาร อาหารว่าง และ เบรกกาแฟ)
      โอนเงิน ธนาคารกรุงเทพจำกัด (สาขากาดสวนแก้ว)
      ชื่อ มงคล ตันติสุขุมาล บัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 5310368286 
      เมื่อชำระแล้วกรุณาโทรแจ้ง หรือ Fax 053380431 หรือ email: mingbiz@gmail.com 



ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

1. ความรู้เกี่ยวกับ Internet สำหรับผู้ที่เริ่มต้น หรือ ระดับกลาง
2. เว็บไซต์ การจัดทำเว็บไซต์ ประโยชน์ด้านธุรกิจ หากต้องการมีเว็บไซต์ทำอย่างไร
3. การตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) การนำสินค้าประกาศขายในอินเตอร์เน็ต
4. การซื้อขายสินค้า การชำระเงิน และ การจัดส่งสินค้า ที่ซื้อขายผ่าน Internet
5. การทำให้เว็บไซต์ ติดอันดับการค้นหาลำดับต้นๆใน Google Search
6. สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เช่น Blog, Facebook, Twitter คืออะไร และ จะใช้ประโยชน์ในธุรกิจได้อย่างไร
7. ทดลองปฏิบัติจริง ในการฝึกอบรม


* รับจำนวนจำกัด เพียง 5 - 10 คน เท่านั้น กรุณานำ Computer Notebook ที่รับ Wi-Fi ได้ มาในการฝึกอบรมด้วย 

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ข้อมูลจดทะเบียนธุรกิจเดือนเมษายน 2555

                         นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนเมษายน 2555 มีผู้ประกอบธุรกิจขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เป็นนิติบุคคล ประเภท ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัด ทั่วประเทศ จำนวน 4,041 ราย แบ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพฯ 1,540 ราย ส่วนภูมิภาค 2,501 ราย มีเงินทุนจดทะเบียนจำนวน 14,105 ล้านบาท นิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก คิดเป็นร้อยละ 19 ของการจดทะเบียนจัดตั้งทั้งหมด คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 397 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 218 ราย บริการนันทนาการ จำนวน 155 ราย สถิติจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจทั่วประเทศ เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2554 ซึ่งมีจำนวน 5,098 ราย ลดลง 1,057 ราย คิดเป็นร้อยละ 20 และเมื่อเปรียบเทียบการจดทะเบียนจัดตั้งเดือนมีนาคม 2555 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจจำนวน 5,431 ราย ลดลง 1,390 ราย คิดเป็นร้อยละ 25 และเมื่อเปรียบเทียบ 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.55) ของปี 2555 ซึ่งมีจำนวน 20,306 ราย กับ 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.54)ของปี 2554มีจำนวน 21,238 ราย ลดลง 932 ราย คิดเป็นร้อยละ 4

สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั่วประเทศสถิติจดทะเบียนเลิกในเดือนเมษายน 2555 มีจำนวน 797 ราย แบ่งเป็นกรุงเทพ จำนวน 202 ราย ภูมิภาค 595 ราย มีเงินทุนจดทะเบียน 2,793 ล้านบาท สำหรับประเภทธุรกิจที่มีจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรก คิดเป็นร้อยละ 28 ของการจดทะเบียนเลิกทั้งหมดคือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 120 ราย บริการนันทนาการ จำนวน 68 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 36 ราย
โดยสถิติจดทะเบียนเลิกทั่วประเทศของเดือนเมษายน 2555 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2554 ซึ่งมีจำนวน 562 ราย เพิ่มขึ้น 235 ราย คิดเป็นร้อยละ 41 และเมื่อเปรียบเทียบการจดทะเบียนเลิกเดือนมีนาคม 2555 มีการจดทะเบียนเลิกจำนวน 923 ราย ลดลง 126 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 และเมื่อเปรียบเทียบ 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.55) ของปี 2555 ซึ่งมีจำนวน 3,584 ราย กับ 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.54) ของปี 2554 มีจำนวน 3,116 ราย เพิ่มขึ้น 468 ราย คิดเป็นร้อยละ 15

ทั้งนี้ มีจำนวนห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัดคงอยู่ทั่วประเทศ มีจำนวน 505,922 ราย และบริษัทมหาชนคงอยู่ 925 ราย รวมนิติบุคคลคงอยู่ทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 506,847 ราย

ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ข้อมูลจดทะเบียนธุรกิจไตรมาสแรก ปี 2555 และเดือนมีนาคม 2555

                         นายศิริวัฒน์  ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจในเดือนมีนาคม 2555 มีผู้ประกอบธุรกิจขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัด  ทั่วประเทศจำนวน 5,431 ราย แบ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพฯ 1,989 ราย ส่วนภูมิภาค 3,442 ราย มีเงินทุนจดทะเบียนจำนวน 37,010  ล้านบาท นิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรกคิดเป็นร้อยละ 20  ของการจดทะเบียนจัดตั้งทั้งหมดคือ ก่อสร้างอาคารทั่วไปจำนวน 517  ราย อสังหาริมทรัพย์จำนวน  337 ราย  บริการนันทนาการจำนวน  245  ราย 

                        สถิติจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจทั่วประเทศ  เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2554 ซึ่งมีจำนวน 5,742 ราย ลดลง 311 ราย  คิดเป็นร้อยละ 5 และเมื่อเปรียบเทียบการจดทะเบียนจัดตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2555  มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจจำนวน 5,747  ราย  ลดลง 316 ราย คิดเป็นร้อยละ 5 และเมื่อเปรียบเทียบไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.55) ของปี 2555 ซึ่งมีจำนวน 16,265 ราย กับไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.54) ของปี 2554  มีจำนวน 16,142  ราย เพิ่มขึ้น 123 ราย คิดเป็นร้อยละ 1   
                       สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั่วประเทศ สถิติจดทะเบียนเลิกในเดือนมีนาคม 2555 มีจำนวน 923 ราย แบ่งเป็นกรุงเทพจำนวน 261 ราย ภูมิภาค 662 ราย  มีเงินทุนจดทะเบียน 3,329 ล้านบาท  สำหรับประเภทธุรกิจที่มีจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรก คิดเป็นร้อยละ 24  ของการจดทะเบียนเลิกทั้งหมดคือ  ก่อสร้างอาคารทั่วไปจำนวน 132 ราย  บริการนันทนาการจำนวน 54 ราย  อสังหาริมทรัพย์จำนวน 36 ราย  
                       โดยสถิติจดทะเบียนเลิกทั่วประเทศของเดือนมีนาคม  2555  เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2554  ซึ่งมีจำนวน  451  ราย  เพิ่มขึ้น 472 ราย คิดเป็นร้อยละ 104  และเมื่อเปรียบเทียบการจดทะเบียนเลิกเดือนกุมภาพันธ์ 2555 มีการจดทะเบียนเลิกจำนวน 770  ราย เพิ่มขึ้น 153  ราย  คิดเป็นร้อยละ 19  และเมื่อเปรียบเทียบไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.55) ของปี 2555  ซึ่งมีจำนวน 2,787 ราย กับไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.54) ของปี 2554  มีจำนวน 1,422  ราย  เพิ่มขึ้น 1,365 ราย  คิดเป็นร้อยละ 96  
                       ทั้งนี้  มีจำนวนห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัดคงอยู่ทั่วประเทศจำนวน 504,274  ราย และบริษัทมหาชนคงอยู่  922  ราย รวมนิติบุคคลคงอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น 505,196 ราย
                       สำหรับเดือนมีนาคม 2555  เป็นเดือนแรกที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลสาเหตุการเลิกกิจการ ด้วยการสอบถามจากผู้ประกอบการที่ขอจดทะเบียนเลิกจำนวนทั้งสิ้น 923 ราย พบว่ามีธุรกิจที่เลิกกิจการเนื่องจาก ประสบภาวะขาดทุน จำนวน 474 ราย  คิดเป็นร้อยละ 51  รองลงมาคือ ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามเป้าหมาย (เช่น ไม่เริ่มประกอบกิจการภายใน 1 ปี, ไม่ได้โควตาหรือประมูลงาน, ประกอบอาชีพอื่นหรือโอนกิจการให้ผู้อื่น) จำนวน 384 ราย  คิดเป็นร้อยละ 42  ปัญหาความขัดแย้ง  จำนวน 25 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ปัญหาภัยธรรมชาติ  จำนวน  9  ราย คิดเป็นร้อยละ 1 และปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาสุขภาพ  ครอบครัว, ย้ายไปทำงานที่อื่น, หุ้นส่วนเสียชีวิตหรือประสบอุบัติเหตุ, เปลี่ยนเป็นวิสาหกิจชุมชน, ขาดแคลนบุคลากร) จำนวน  31 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ตามลำดับ



ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ 

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

การพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการพูดต่อหน้าชุมชน


ผู้เขียน : มงคล ตันติสุขุมาล

                ในสังคมไทย หลายคนมีบุคลิกขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูด ไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าผู้อื่น ทำให้ไม่เคยได้มีโอกาสฝึกหัด ส่งผลต่อมาในอาชีพการงาน เมื่อมีโอกาสสัมภาษณ์งานก็ไม่กล้าพูด อธิบายไม่เป็น แม้แต่เรื่องประวัติของตนเอง ทำให้พลาดงานดีๆไป เมื่อได้งานจากบางแห่งทำ ก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก อธิบายไม่เป็น ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานอีก
                บางคนเป็นคนที่ทำงานภาคปฏิบัติเก่งมาก แต่ไม่มีความสามารถในการอธิบายความให้คนอื่นเข้าใจ ทำให้เจ้านายไม่ทราบ หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ทำ มองไม่เห็นผลงาน เพราะฟังการนำเสนองานแล้วไม่รู้เรื่อง บางคนไม่กล้านำเสนอเอง แต่ให้เพื่อนนำเสนอแทน จึงเป็นเหตุให้การงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
                ผมพบเจอคนแบบที่กล่าวมาข้างต้นเยอะมาก บ้างก็ตัดพ้อต่อว่าชะตาชีวิตที่ทำดีแต่ไม่มีใครเห็น ผมว่าทำดีแต่อธิบายให้เจ้านายเข้าใจงานที่ทำไม่เป็นมากกว่า บ้างก็เหน็บแนมเพื่อนร่วมงานว่าทำงานไม่เก่งแต่ประจบเจ้านายเก่งจึงเลื่อนขั้นเร็ว ผมว่าเขาอาจจะอธิบายให้เจ้านายเข้าใจเรื่องราวต่างๆในการงานได้เก่งกว่าเขาจึงก้าวหน้าได้เร็วกว่า บางคนทำธุรกิจส่วนตัวแต่หาลูกค้าไม่ค่อยได้ เพราะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจไม่ได้ว่า เพราะอะไรจึงควรมาซื้อหรือใช้บริการของคุณแทนที่จะไปหาคู่แข่ง
                หลายคนเมื่อมีโอกาสพูดต่อหน้าชุมชนเพื่อแสดงความสามารถ เพื่ออธิบายความ เพื่อนำเสนอความคิด หรือ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ กลับปรากฏอาการมือเย็น ตัวสั่น เสียงสั่น ลืมเรื่องที่เตรียมมาพูดจนหมด หรือ พูดตะกุกตะกัก ไม่เป็นเรื่องเป็นราว คนฟังฟังไม่รู้เรื่อง บางคนอาการเหมือนยืนบ่นกับตัวเองอยู่หน้าเวทีซะงั้น
                ผมจึงอยากแนะนำสำหรับผู้มีปัญหาดังกล่าวข้างต้น และอยากพัฒนาตนเองให้ เป็นผู้พูดที่มีความสามารถในการพูดหน้าที่ชุมชน ดังนี้
1.       ฝึกพูดเล่าเรื่องประวัติของตนเอง เพราะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าทุกคนย่อมรู้ตัวเองดี น่าจะเล่าได้ดีที่สุด อีกทั้งเวลาสัมภาษณ์งานทุกที่ต้องถาม เวลาเริ่มงานหรือเข้าสังคม เพื่อนใหม่ต้องถาม การฝึกไว้ก่อนย่อมจะดีที่สุด ใหม่ๆก็เขียนเรื่องราวประวัติชีวิตคุณลงกระดาษหนึ่งหน้า A4 โดยสรุปให้ได้ภายใน 1 หน้ากระดาษ เพราะจะใช้เวลาพูดได้ประมาณ 5 นาที กำลังดี จากนั้น อ่านดูดังๆ อัดเสียงไว้ก็ได้ แล้วลองเปิดฟังเสียงตัวเองดู หลายๆครั้ง จนแน่ใจว่าจำได้ ก็ลองยืนพูดหน้ากระจกที่เห็นตัวเองเต็มตัวดู อยู่คนเดียวไม่ต้องอายใคร ซ้อมให้เต็มที่
2.       เมื่อฝึกส่วนตัวจนคล่องแล้วก็ลองเล่าให้คนในครอบครัวฟังดู เพราะคุณคุ้นเคยกันดีจะได้ไม่เขินอายจนเกินไป พูดโดยไม่ต้องอ่านโพยนะครับ เพราะเป็นการฝึกให้ประติดประต่อเรื่องราวได้เองจากความจำโดยไม่ต้องอ่าน ซึ่งจะดูเป็นธรรมชาติ แล้วให้คนในครอบครัวช่วยวิจารณ์ ชี้แนะ เพราะจะได้ไม่โกรธกัน นำไปปรับปรุงแก้ไข
3.       เมื่อเล่าเรื่องตนเองได้แล้ว ก็ไปฝึกเล่าเรื่องอื่นๆที่ตนเองสนใจ ซึ่งอาจเป็นเนื้อหาในหนังสือที่อ่านมาแล้วชอบ หรือ ภาพยนตร์ที่ดูมาแล้วชอบ ก็นำมาเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ พ่อแม่อาจลองเล่านิทานให้ลูกเล็กฟัง  เด็กโตหรือผู้ใหญ่อาจลองเล่าเรื่องการงาน หรือ หนังสนุก ให้พ่อแม่ หรือ เพื่อนๆในกลุ่มฟัง เป็นการฝึกหัด ทำบ่อยๆเดี๋ยวชินเอง
4.       ท่ายืนที่ถูกต้องคือ อย่ายืนขาถ่าง โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะจะดูไม่สวย แต่ก็ไม่เท้าชิดแถวตรงแบบทหาร เพราะจะดูแข็งกระด้างเกินไปในการพูด ผู้หญิงยืนส้นเท้าชิดให้ปลายเท้าห่างกันเล็กน้อย เท้าซ้ายขยับไปด้านหลังเล็กน้อย  ผู้ชายยืนให้ปลายเท้าห่างกันเล็กน้อย ส้นเท้าห่างกันเล็กน้อย
5.       มือเป็นอวัยวะที่ผู้ฝึกพูดมือใหม่มักมีปัญหา เพราะรู้สึกเกะกะไปหมดไม่รู้จะไว้ตรงไหนเวลาอยู่หน้าผู้คน ผมแนะนำว่าให้ห้อยแขนส่วนบนสบายๆอย่าเกรง แล้วยกแขนส่วนล่างขึ้นให้มืออยู่ระดับสะดือ ทำท่าเหมือนถือลูกบอลที่มองไม่เห็นอยู่กลางอากาศ บริเวณหน้าท้อง เพื่อจะได้ขยับมือประกอบการพูดได้ถนัด
6.       ตามองตรงไปยังผู้ฟัง แต่ไม่จับจ้องอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ควรมองไปกว้างๆให้ทั่ว ซ้ายที ขวาที ตรงกลางที แถวหน้าที แถวหลังที เป็นต้น ใหม่ๆอาจรู้สึกสะดูดและดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวชินเอง
7.       ในความคิดของนักพูดต่อหน้าชุมชน อย่าคิดว่าผู้ฟังจะพอใจเราไหมหนอ หรือ กังวลว่าจะพูดได้ดีไหม อย่าให้มีความคิดกังวลในด้านลบอยู่ในสมอง เพราะจะทำให้ประหม่า พูดไม่ออก ให้คิดเสียว่า เมื่อเขาให้เรามาพูด ก็ต้องฟัง เรามีหน้าที่พูดถ่ายทอดความคิด ถ่ายทอดข้อมูล ให้ดีที่สุด ผู้ฟังจะตัดสินอย่างไรเป็นเรื่องของเขา อย่ากังวลไปเกินกว่าเหตุ
8.       อย่ามองและกังวลไปมากสำหรับผู้ฟังบางคนที่ไม่สนใจฟังและมัวกระซิบกระซาบคุยกันเอง เพราะจะทำให้เราในฐานะผู้ที่กำลังยืนพูดอยู่หน้ากลุ่มเกิดความสับสนกังวล ให้เน้นมองไปยังผู้ฟังที่กำลังแสดงความสนใจตั้งใจฟัง จะทำให้มีกำลังใจมากกว่า
9.       พูดด้วยเสียงดังฟังชัด แต่ไม่ถึงกับตะโกน เพียงแต่ให้แน่ใจว่าผู้ที่ฟังอยู่หลังสุดได้ยินชัดเจนดีก็พอ หากกลุ่มใหญ่ก็ต้องใช้เครื่องขยายเสียงช่วย
10.   ใช้น้ำเสียงสูงบ้างต่ำบ้าง ตามเนื้อหาที่พูด ไม่ควรเป็นเสียงโทนเดียว เพราะจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อได้ง่าย การใช้น้ำเสียงแปรเปลี่ยนไปตามเนื้อหาและให้เป็นธรรมชาติ จะทำให้การฟังสนุก
11.    ยกไม้ยกมือประกอบการพูดบ้างตามความเหมาะสม ไม่ยืนมือแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ขยับมือและแขนไปตามเนื้อหา เช่น ใหญ่ก็ทำมือเหมือนยกของใหญ่ เล็กก็ทำมือเหมือนหยิบของเล็ก สูงก็ยกมือขึ้นสูง ต่ำก็กดมือลงต่ำ เป็นต้น แต่ผมจะยังไม่อธิบายละเอียดในส่วนนี้ เพราะเนื้อหาแต่ละเรื่องก็อาจใช้ท่าทางประกอบแตกต่างกันออกไป ต้องอยู่ในสถานการณ์ฝึกหัดพูดในเรื่องต่างๆ จึงจะได้แนะนำให้ปรับใช้ตามความเหมาะสมกับเรื่องราวที่พูด
12.   ยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระตุ้นผู้ฟัง การจูงใจผู้ฟัง การสังเกตผู้ฟัง การสร้างโครงเรื่อง เป็นต้น ซึ่งเป็นศิลปะการพูดในชั้นที่สูงขึ้นไป แต่สำหรับมือใหม่ ทำให้ได้ตามที่อธิบายมาข้างต้นให้ได้ก่อน โดยหาโอกาสขึ้นพูดบ่อยๆ เช่น งานวันเกิดเพื่อน ก็ลุกขึ้นยืนกล่าวอวยพรดู งานแต่งงานหากได้รับการเชิญก็อย่าปฏิเสธให้ขึ้นไปพูดดู ไปดูหนังมาสนุกมากก็เล่าเรื่องราวให้กลุ่มเพื่อนร่วมงานฟังดูตอนพักเที่ยง ถือว่าเป็นสนามฝึกของจริง เมื่อซ้อมจนชิน ไม่สั่น ไม่เขิน ไม่ลืมเรื่องแล้ว เมื่อถึงโอกาสที่ต้องแสดงฝีมือในการพูดต่อหน้าชุมชนเรื่องการงาน อันส่งผลต่อความก้าวหน้า ก็จะทำได้อย่างเต็มที่ สุดฝีมือ เพราะซ้อมมาดีแล้วนั่นเอง แล้วอย่างนี้ตำแหน่งดีๆจะไปไหนเสีย จริงไหม

สร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ…พิชิตตลาด AEC

                        กระทรวงพาณิชย์  โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต จัดสัมมนา “นวัตกรรมทางธุรกิจปรับเปลี่ยนวิธีคิด  เพิ่มตลาด เพิ่มรายได้”  ในวันพุธที่ 25 เมษายน 2555 เวลา 09.30 – 16.30 น.  ณ  ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ชั้น 6  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  สนามบินน้ำ  หวังสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความคิดสร้างสรรค์รู้จักนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดอาเซียน
                         นายศิริวัฒน์  ขจรประศาสน์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจให้มีแนวคิดด้านนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งนวัตกรรมทางธุรกิจและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักในการผลักดันความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับไทยกำลังจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 สิ่งที่ภาคธุรกิจจะต้องเผชิญคือการแข่งขันที่รุนแรงจากนักลงทุนและคู่แข่งชาวต่างชาติ ผู้ประกอบธุรกิจจึงจำเป็น  ต้องค้นหานวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  ซึ่งจะเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

                        กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  จึงร่วมมือกับสถาบันนวัตกรรมและธุรกิจการค้าเสรี มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต จัดสัมมนาหัวข้อ “นวัตกรรมทางธุรกิจปรับเปลี่ยนวิธีคิด  เพิ่มตลาด เพิ่มรายได้” เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจมีแนวคิดสร้างสรรค์ รู้จักคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของตนเอง  ซึ่งกิจกรรมในวันสัมมนาประกอบด้วย  การปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ก้าวทันเทคโนโลยีและนวัตกรรม” โดย ดร.เสนีย์   สุวรรณดี  รองอธิการบดีและประธานที่ปรึกษาสถาบันนวัตกรรมและธุรกิจการค้าเสรี  มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต  การบรรยายหัวข้อ “การสร้างตราสินค้าเพื่อต่อยอดนวัตกรรม” โดย ดร.ศิริกุล  เลากัยกุล  ประธานกรรมการบริหารบริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด  ซึ่งจะมาถ่ายทอดประสบการณ์จากการนำนวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จ&n bsp; นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมระดมความคิดเห็นพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจและจัดกลุ่มการพัฒนาโดย ดร.วีระพัฒน์  กฤตธนาทิพย์  ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและธุรกิจการค้าเสรี  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถดึงบุคลิกและความเป็นตัวเองของสินค้าและบริการมาปรับใช้ให้เหมาะสม  ก่อนสร้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละธุรกิจ                       ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมสัมมนาฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่สำนักพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0 2547 5158  หรือสถาบันนวัตกรรมและธุรกิจการค้าเสรี มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต โทร.0 2722 9681  และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์  www.dbd.go.th  


ที่มา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ 

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

สรุปผลสำรวจความพึงพอใจต่อการอบรมเรื่อง เจรจาต่อรองอย่างมีกลยุทธ์

สรุปผลสำรวจความพึงพอใจต่อการอบรมเรื่อง 

เจรจาต่อรองอย่างมีกลยุทธ์ (Winning Negotiation Strategies)

จัดโดย สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 
เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555



หมายเหตุ: รอบต่อไป จัดวันที่ 24 กรกฎาคม 2555
ติดต่อ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ โทร 026195500 ต่อ 451-455

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

ภาพการฝึกอบรม กลยุทธ์การตลาดยุคใหม่ (Modern Marketing Strategies)

ภาพบรรยากาศการฝึกอบรม

เรื่อง กลยุทธ์การตลาดยุคใหม่ (Modern Marketing Strategies)

ที่ Marriott สุขุมวิท 24, กรุงเทพฯ
โดย มงคล ตันติสุขุมาล